หน้าหลัก | ออกกำลังกาย | สุขภาพ | สุขภาพสตรี | สุขภาพจิต | ตรวจสุขภาพ | เพศศึกษา | โรคผิวหนัง | วัคซีน | โรคต่างๆ | แพทย์ทางเลือก | งูกัด | อาการสำคัญ

ภาวะไร้ความสามารถในการเรียนรู้ Learning Disabilities

คนเราเป็นสัตว์สังคมต้องอยู่กันเป็นกลุ่ม การสื่อสารจะส่วนสำคัญที่ทำให้อยู่เป็นกลุ่มได้ ลองคิดดูเล่นหากรไม่สามารถแสดงความคิด การพูดให้คนอื่นเข้าใจจะรู้สึกอึกอัดขนาดไหน ในความเป็นจริงเราอาจจะพบหรือได้ยินข่าวว่าลูกของเพื่อนอ่านหนังสือไม่ออก คำนวณเลขไม่ได้ทั้งที่ไม่ได้ปัญญาอ่อน คนเหล่านี้จะมีความเครียดค่อนข้างมาก มีความมั่นใจต่ำ

การวินิจฉัยภาวะไร้ความสามารถในการเรียนรู้จะค่อนข้างยากไม่เหมือนการวินิจฉัยโรคปอดบวมหรือไข้สุกใสเพราะโรคเหล่ามีสาเหตุที่แน่ชัด มีอาการและอาการแสดงออกที่แน่ชัด และมีเกณฑ์การวินิจฉัย ภาวะไร้ความสามารถในการเรียนรู้เป็นภาวะที่ผู้ป่วยไม่สามารถแปลผลสิ่งที่ เห็น หรือได้ยิน ทำให้มีปัญหาเรื่องภาษาพูด ภาษาเขียน การควบคุมตัวเอง สมาธิ ไม่สามารถที่จะเรียนรู้การอ่าน การเขียน การคำนวณ

ชนิดของLearning Disabilities

แบ่งออกเป็นสามชนิดได้แก่

  1. ความผิดปกติเกี่ยวกับการพูดและภาษา Developmental speech and language disorders

  2. ความผิดปกติเกี่ยวกับทักษะในการเรียน Academic skills disorders

  3. ภาวะอื่นๆ

Developmental Speech and Language Disorders

ความผิดปกติเกี่ยวกับภาษาและการพูดจะเป็นอาการแรกที่จะพบได้ในโรคนี้ ผู้ป่วยจะมีปัญหาในการพูด การออกเสียง การใช้คำพูดในการสื่อสารกับผู้อื่น ไม่สามารเข้าใจในคำพูดของผู้อื่น แบ่งออกเป็น

  • Developmental articulation disorder เด็กที่เป็นภาวะนี้จะพูดไม่ชัด เช่นจะบาย แทนที่จะพูดว่าสบาย เป็นต้น ภาวะน้ำพบได้ประมาณร้อยละ 10 ของเด็กอายุน้อยกว่า 8 ปี สามารถแก้ไขโดยการฝึกพูด
  • Developmental expressive language disorder เป็นความผิดปกติเกี่ยวกับการเรียกชื่อ เช่นเรียกชื่อสิ่งของผิด เรียกชื่อคนผิด หรืออาจะพูดได้แค่ประโยคสั่นๆ ไม่สามารถตอบคำถามง่ายๆ
  • Developmental receptive language disorder เด็กจะไม่เข้าใจคำพูดบางคำ เช่นไม่ขานรับเมื่อถูกเรียกชื่อ ไม่เข้าใจแนวทางปฏิบัติง่ายๆ ให้หยิบลูกบอลแต่เด็กหยิบลูกแก้ว การได้ยินของเด็กจะปกติ แต่ไม่เข้าใจความหมายของเสียง หรือคำพูด

ความผิดปกติเกี่ยวกับทักษะการเรียนรู้ Academic Skills Disorders

เด็กที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับการเรียนรู้จะมีความปกติได้ 3 แบบ

  1. ความผิดปกติเกี่ยวกับการอ่าน Developmental reading disorder พบได้ร้อยละ 2-8 พบว่าเด็กจะมีปัญหาการอ่าน ในการอ่านหนังสือต้องประกอบด้วยกระบวนการต่างๆดังนี้

  • สมองต้องควบคุมตาให้กวาดอ่านหนังสือ

  • จะต้องรู้ว่าอักษรนั้นออกเสียงอย่างไร

  • เข้าใจความหมายของคำและไวยากรณ์

  • สามารถสร้างจินตนากานและภาพ

  • มีการเปรียบเทียบข้อมูลของเก่ากับข้อมูลใหม่

  • เก็บข้อมูลไว้ในสมอง

จะเห็นว่าการอ่านต้องอาศัยสมองส่วนความคุมการมองเห็น สมองส่วนควบคุมภาษา และความจำทำงานประสานกัน ดังนั้นหากมีปัญหาของการทำงานส่วนใดส่วนหนึ่งดังกล่าวก็จะทำให้เด็กไม่สามารถอ่านหนังสือ

  1. ความผิดปกติเกี่ยวกับการเขียน Developmental writing disorder สมองที่ใช้ควบคุมเกี่ยวกับการเขียนต้องใช้สมองหลายส่วนเหมือการอ่าน หากมีความผิดปกติที่สมองส่วนใดส่วนหนึ่งก็ทำให้ผู้ป่วยไม่เข้าใจภาษาเขียน

  2. ความผิดปกติเกี่ยวกับการคำนวณ Developmental arithmetic disorder การคำนวณต้องอาศัยสมองส่วนที่ควบคุมเกี่ยวกับความจำตัวเลข ความจำเกี่ยวกับการคำนวณเช่นบวกหรือลบ หากมีความผิดปกติก็ทำให้เด็กไม่สามารถคำนวณ

สาเหตุของภาวะไร้ความสามารถในการเรียนรู้

สาเหตุที่แท้จริงยังไม่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่าเกิดจากความผิดปกติความผิดปกติของสมองและการทำงานของสมองหลายๆส่วนสาเหตุที่พบได้แก่

  • มีการพัฒนาของสมองผิดปกติขณะเป็นทารกในครรภ์

  • กรรมพันธุ์ มักจะพบความผิดปกติเหล่านี้ในครอบครัว

  • สุรา กาแฟ และยาเสพติด การเสพของดังกล่าวจะส่งผลเสียต่อการพัฒนาสมองของทารกขณะอยู่ในครรภ์

  • โรคระหว่างตั้งครรภ์หรือโรคแทรกซ้อนระหว่างการคลอด เช่นการติดเชื้อเป็นต้น

  • สารพิษในสิ่งแวดล้อม เช่นสรแคดเนี่ยม สารตะกั่ว หากได้รับปริมาณมากในระหว่างตั้งครรภ์จะทำให้การเจริญของสมองผิดปกติ

อาการของภาวะไร้ความสามารถในการเรียนรู้

เมื่อเด็กแรกคลอดพ่อแม่จะเฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงของเด็ก เฝ้าดูว่าเด็กจะเริ่มพูดเมื่อไร เดินเมื่อใด พ่อแม่จะพาเด็กไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาความผิดปกติเกี่ยวกับการพัฒนาการของเด็ก การวินิจฉัยจะต้องดูการพูดและการพัฒนาการของเด็กว่าเหมาะสมกับอายุหรือไม่ หากเด็กอายุ 10 ปีแต่มีมีการพัฒนาการเหมือนเด็กอายุ 6 ปี เด็กพูดไม่ชัด หรือไม่เข้าใจคำพูด เด็กไม่สามารถอ่านหรือเขียนหนังสือ แต่จะต้องมีการทดสอบการเห็นและการได้ยินว่าปกติ

การวินิจฉัยว่ามีความผิดปกติเกี่ยวกับภาษาและการพูด ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการพูดจะทอสอบการพูด การออกเสียง คำศัพท์ รวมทั้งไวยกรณ์เมื่อเทียบกับเด็กอายุเดียวกันว่าช้ากว่าเด็กอื่นหรือไม่ หากพบเด้กมีอาการดังกล่าวอาจจะต้องให้เวลาแก่เด็กเพราะอาจจะเกิดจากการพัฒนาของสมองช้ากว่าปกติ หากไม่มีการพัฒนาเพิ่มขึ้นจะต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

การช่วยเหลือเด็ก

เด็กสามารถเรียน หรือเล่นร่วมกับเด็กปกติ หากเป็นมากอาจจะต้องมีชั้นเรียนพิเศษสำหรับเด็กพิเศษ พ่อแม่บางคนอาจจะหาที่เรียนเสริม หากอาการเป็นมากอาจจะต้องหาโรงเรียนสำหรับเด็กพิเศษ แต่ต้องเลือกโรงเรียนที่มีความชำนาญเฉพาะสำหรับเด็ก และสามารถอธิบายให้พ่อแม่ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงและแผนการดูแลเด็ก

การรักษาด้วยยา

ยาที่ใช้ได้ผลได้แก่ Ritalin (methylphenidate), Dexedrine (dextroamphetamine), และ Cylert (pemoline) ซึ่งจะช่วยให้เด็กมีสมาธิในการเรียน การให้ยาต้องปรับให้ยาออกฤทธิ์สูงสุดขณะเด็กกำลังเรียนหนังสือ การรักษาอื่นยังไม่มีการพิสูญจ์ว่าได้ผล

การช่วยเหลือของครอบครัว

เนื่องจากเด็กมักจะมีปัญหาเรื่องการเรียน และความสัมพันธ์กับเพื่อน เด็กจะไม่สามารถเรียนรู้น้ำเสียงหน้าการแสดงความโกรธของเพื่อน พ่อแม่จะรู้สึกไม่ยอมรับ โกรธ โทษตัวเอง และวิตกกังวล พี่หรือน้องจะอิจฉาเพราะเด็กได้รับการดูแลมากกว่าคนอื่น หากเด็กทำดีต้องให้รางวัลเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม นอกจากนั้นจะต้องสร้างสิ่งแวดล้อมให้เด็กเกิดการพัฒนาและสร้างความมั่นใจให้เด็ก



Google
 
 


ทีมงาน Siamhealth.net ได้นำเสนอข้อมูลทางสุขภาพสำหรับประชาชน และมีความยินดีอนุญาติให้นำข้อมูลไปประกอบการสอน หรือแนะนำประชาชนหรือทำแผ่นพับเพื่อประกอบการสอน แต่สงวนลิขสิทธิ์ทั้งเนื้อหาและรูปภาพในเวปสำหรับท่านที่จะนำข้อมูลหรือรูปภาพไปใช้ในสื่อพิมพ์หรือ internet กรุณาแจ้งขอจาก webmaster ก่อน

สนใจโฆษณา

About us | Disclaimer | Contact Webmaster 06-9869168