ภาวะไร้ความสามารถในการเรียนรู้ Learning Disabilities
คนเราเป็นสัตว์สังคมต้องอยู่กันเป็นกลุ่ม
การสื่อสารจะส่วนสำคัญที่ทำให้อยู่เป็นกลุ่มได้
ลองคิดดูเล่นหากรไม่สามารถแสดงความคิด การพูดให้คนอื่นเข้าใจจะรู้สึกอึกอัดขนาดไหน
ในความเป็นจริงเราอาจจะพบหรือได้ยินข่าวว่าลูกของเพื่อนอ่านหนังสือไม่ออก
คำนวณเลขไม่ได้ทั้งที่ไม่ได้ปัญญาอ่อน คนเหล่านี้จะมีความเครียดค่อนข้างมาก
มีความมั่นใจต่ำ
การวินิจฉัยภาวะไร้ความสามารถในการเรียนรู้จะค่อนข้างยากไม่เหมือนการวินิจฉัยโรคปอดบวมหรือไข้สุกใสเพราะโรคเหล่ามีสาเหตุที่แน่ชัด
มีอาการและอาการแสดงออกที่แน่ชัด และมีเกณฑ์การวินิจฉัย
ภาวะไร้ความสามารถในการเรียนรู้เป็นภาวะที่ผู้ป่วยไม่สามารถแปลผลสิ่งที่ เห็น
หรือได้ยิน ทำให้มีปัญหาเรื่องภาษาพูด ภาษาเขียน การควบคุมตัวเอง สมาธิ
ไม่สามารถที่จะเรียนรู้การอ่าน การเขียน การคำนวณ
ชนิดของLearning Disabilities
แบ่งออกเป็นสามชนิดได้แก่
- ความผิดปกติเกี่ยวกับการพูดและภาษา Developmental speech
and language disorders
- ความผิดปกติเกี่ยวกับทักษะในการเรียน Academic skills disorders
- ภาวะอื่นๆ
Developmental Speech and Language Disorders
ความผิดปกติเกี่ยวกับภาษาและการพูดจะเป็นอาการแรกที่จะพบได้ในโรคนี้
ผู้ป่วยจะมีปัญหาในการพูด การออกเสียง การใช้คำพูดในการสื่อสารกับผู้อื่น
ไม่สามารเข้าใจในคำพูดของผู้อื่น แบ่งออกเป็น
- Developmental
articulation disorder เด็กที่เป็นภาวะนี้จะพูดไม่ชัด เช่นจะบาย
แทนที่จะพูดว่าสบาย เป็นต้น ภาวะน้ำพบได้ประมาณร้อยละ 10 ของเด็กอายุน้อยกว่า 8
ปี สามารถแก้ไขโดยการฝึกพูด
- Developmental
expressive language disorder เป็นความผิดปกติเกี่ยวกับการเรียกชื่อ
เช่นเรียกชื่อสิ่งของผิด เรียกชื่อคนผิด หรืออาจะพูดได้แค่ประโยคสั่นๆ
ไม่สามารถตอบคำถามง่ายๆ
- Developmental
receptive language disorder เด็กจะไม่เข้าใจคำพูดบางคำ
เช่นไม่ขานรับเมื่อถูกเรียกชื่อ ไม่เข้าใจแนวทางปฏิบัติง่ายๆ
ให้หยิบลูกบอลแต่เด็กหยิบลูกแก้ว การได้ยินของเด็กจะปกติ
แต่ไม่เข้าใจความหมายของเสียง หรือคำพูด
ความผิดปกติเกี่ยวกับทักษะการเรียนรู้ Academic Skills
Disorders
เด็กที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับการเรียนรู้จะมีความปกติได้ 3 แบบ
- ความผิดปกติเกี่ยวกับการอ่าน Developmental reading disorder พบได้ร้อยละ 2-8
พบว่าเด็กจะมีปัญหาการอ่าน ในการอ่านหนังสือต้องประกอบด้วยกระบวนการต่างๆดังนี้
- สมองต้องควบคุมตาให้กวาดอ่านหนังสือ
- จะต้องรู้ว่าอักษรนั้นออกเสียงอย่างไร
- เข้าใจความหมายของคำและไวยากรณ์
- สามารถสร้างจินตนากานและภาพ
- มีการเปรียบเทียบข้อมูลของเก่ากับข้อมูลใหม่
- เก็บข้อมูลไว้ในสมอง
จะเห็นว่าการอ่านต้องอาศัยสมองส่วนความคุมการมองเห็น สมองส่วนควบคุมภาษา
และความจำทำงานประสานกัน
ดังนั้นหากมีปัญหาของการทำงานส่วนใดส่วนหนึ่งดังกล่าวก็จะทำให้เด็กไม่สามารถอ่านหนังสือ
-
ความผิดปกติเกี่ยวกับการเขียน Developmental writing disorder
สมองที่ใช้ควบคุมเกี่ยวกับการเขียนต้องใช้สมองหลายส่วนเหมือการอ่าน
หากมีความผิดปกติที่สมองส่วนใดส่วนหนึ่งก็ทำให้ผู้ป่วยไม่เข้าใจภาษาเขียน
- ความผิดปกติเกี่ยวกับการคำนวณ Developmental arithmetic
disorder
การคำนวณต้องอาศัยสมองส่วนที่ควบคุมเกี่ยวกับความจำตัวเลข
ความจำเกี่ยวกับการคำนวณเช่นบวกหรือลบ หากมีความผิดปกติก็ทำให้เด็กไม่สามารถคำนวณ
สาเหตุของภาวะไร้ความสามารถในการเรียนรู้
สาเหตุที่แท้จริงยังไม่ทราบแน่ชัด
แต่เชื่อว่าเกิดจากความผิดปกติความผิดปกติของสมองและการทำงานของสมองหลายๆส่วนสาเหตุที่พบได้แก่
- มีการพัฒนาของสมองผิดปกติขณะเป็นทารกในครรภ์
- กรรมพันธุ์ มักจะพบความผิดปกติเหล่านี้ในครอบครัว
- สุรา กาแฟ และยาเสพติด
การเสพของดังกล่าวจะส่งผลเสียต่อการพัฒนาสมองของทารกขณะอยู่ในครรภ์
- โรคระหว่างตั้งครรภ์หรือโรคแทรกซ้อนระหว่างการคลอด เช่นการติดเชื้อเป็นต้น
- สารพิษในสิ่งแวดล้อม เช่นสรแคดเนี่ยม สารตะกั่ว หากได้รับปริมาณมากในระหว่างตั้งครรภ์จะทำให้การเจริญของสมองผิดปกติ
อาการของภาวะไร้ความสามารถในการเรียนรู้
เมื่อเด็กแรกคลอดพ่อแม่จะเฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงของเด็ก
เฝ้าดูว่าเด็กจะเริ่มพูดเมื่อไร เดินเมื่อใด
พ่อแม่จะพาเด็กไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาความผิดปกติเกี่ยวกับการพัฒนาการของเด็ก
การวินิจฉัยจะต้องดูการพูดและการพัฒนาการของเด็กว่าเหมาะสมกับอายุหรือไม่ หากเด็กอายุ 10
ปีแต่มีมีการพัฒนาการเหมือนเด็กอายุ 6 ปี เด็กพูดไม่ชัด หรือไม่เข้าใจคำพูด เด็กไม่สามารถอ่านหรือเขียนหนังสือ
แต่จะต้องมีการทดสอบการเห็นและการได้ยินว่าปกติ
การวินิจฉัยว่ามีความผิดปกติเกี่ยวกับภาษาและการพูด
ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการพูดจะทอสอบการพูด การออกเสียง คำศัพท์ รวมทั้งไวยกรณ์เมื่อเทียบกับเด็กอายุเดียวกันว่าช้ากว่าเด็กอื่นหรือไม่
หากพบเด้กมีอาการดังกล่าวอาจจะต้องให้เวลาแก่เด็กเพราะอาจจะเกิดจากการพัฒนาของสมองช้ากว่าปกติ
หากไม่มีการพัฒนาเพิ่มขึ้นจะต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
การช่วยเหลือเด็ก
เด็กสามารถเรียน หรือเล่นร่วมกับเด็กปกติ
หากเป็นมากอาจจะต้องมีชั้นเรียนพิเศษสำหรับเด็กพิเศษ
พ่อแม่บางคนอาจจะหาที่เรียนเสริม
หากอาการเป็นมากอาจจะต้องหาโรงเรียนสำหรับเด็กพิเศษ
แต่ต้องเลือกโรงเรียนที่มีความชำนาญเฉพาะสำหรับเด็ก
และสามารถอธิบายให้พ่อแม่ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงและแผนการดูแลเด็ก
การรักษาด้วยยา
ยาที่ใช้ได้ผลได้แก่ Ritalin (methylphenidate), Dexedrine (dextroamphetamine),
และ Cylert (pemoline) ซึ่งจะช่วยให้เด็กมีสมาธิในการเรียน
การให้ยาต้องปรับให้ยาออกฤทธิ์สูงสุดขณะเด็กกำลังเรียนหนังสือ
การรักษาอื่นยังไม่มีการพิสูญจ์ว่าได้ผล
การช่วยเหลือของครอบครัว
เนื่องจากเด็กมักจะมีปัญหาเรื่องการเรียน และความสัมพันธ์กับเพื่อน
เด็กจะไม่สามารถเรียนรู้น้ำเสียงหน้าการแสดงความโกรธของเพื่อน
พ่อแม่จะรู้สึกไม่ยอมรับ โกรธ โทษตัวเอง และวิตกกังวล
พี่หรือน้องจะอิจฉาเพราะเด็กได้รับการดูแลมากกว่าคนอื่น
หากเด็กทำดีต้องให้รางวัลเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
นอกจากนั้นจะต้องสร้างสิ่งแวดล้อมให้เด็กเกิดการพัฒนาและสร้างความมั่นใจให้เด็ก
|