โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และการตั้งครรภ์
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เป็นในผู้หญิงบางโรคไม่มีอาการแสดงอะไรที่บ่งบอกว่าเราเป็นโรค
ท่านอาจจะได้รับเชื้อในขณะที่ยังไม่ได้ตั้งครรภ์ หรืออาจจะได้รับเชื้อในขณะที่ตั้งครรภ์แล้วก็ได้
โรคที่มีอาการแสดงมักจะได้รับการรักษาแต่โรคที่ไม่มีอาการแสดงอาจจะส่งปัญหาต่อการตั้งครรภ์หรือส่งผลต่อทารกในครรภ์
จึงจำเป็นเป็นอย่างยิ่งที่คุณผู้หญิงต้องทราบเกี่ยวกับโรคนี้รวมทั้งวิธีป้องกันและรักษา
สำหรับท่านผู้ชายก็ควรจะมีบทบาทในการป้องกันมิให้นำเชื้อจากผู้อื่นไปสู่ภรรยาและบุตรของท่าน
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อะไรที่มักจะเป็นในคนตั้งครรภ์
จากสถิติที่รวบรวมไว้ในอเมริกาจะพบว่าโรคที่พบบ่อยได้แก่
ช่องคลอดอักเสบ Bacterial vaginosis และเริม Herpes simplex รองลงมาได้แก่
Chlamydia ,Trichomoniasis, Gonorrhea ,Hepatitis B ,HIV, Syphilis
ผลของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ต่อคนท้องและลูก
- การติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในขณะตั้งครรภ์จะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนเหมือนกับคนทั่วไปคือเกิดโรค
มะเร็ง ตับอักเสบ อุ้งเชิงกรานอักเสบ เป็นหมัน
- ผลต่อการตั้งครรภ์อาจจะทำให้เกิดแท้ง
คลอดก่อนกำหนด ถุงน้ำแตกก่อนกำหนด มดลูกอักเสบหลังจากคลอดบุตรแล้ว
- เชื้อโรคสามารถติดไปยังเด็กในขณะตั้งครรภ์
เช่นซิฟิลิส HIV หรือติดขณะเด็กคลอดเช่น หนองใน gonorrhea, chlamydia,ไวรัสตับอักเสบ
hepatitis B, และเริม genital herpes
- ผลต่อเด็ก อาจจะทำให้เด็ก
เสียชีวิตตั้งแต่ในครรภ์ เด็กน้ำหนักตัวน้อย เยื่อบุตาอักเสบ ปอดบวม
พิการทางสมอง ตาบอด หูหนวก โรคตับ
- โดยทั่วไปการให้นมมักจะปลอดภัย
ก่อนการตั้งครรภ์ควรจะตรวจหาอะไรบ้าง
ตามคำแนะนำขององค์การควบคุมโรคติดต่อแนะนำให้คนที่คิดจะตั้งครรภ์ต้องตรวจหาโรคที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ดังต่อไปนี้
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สามารถรักษษในขณะตั้งครรภ์ได้หรือไม่
- เชื้อ chlamydia, gonorrhea,
and syphilis สามารถให้การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะจนหายขาดในขณะตั้งครรภ์
- ส่วนโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส
เช่น เริม HIV สามารถให้ยาต้านไวรัสเพื่อลดการติดเชื้อ
- สำหรับท่านที่กำลังเป็นโรคเริม
หรือ HIV นิยมคลอดโดยการผ่าตัดทางหน้าท้อง
การป้องกันโรคติดต่อสำหรับการตั้งครรภ์
- งดการมีเพศสัมพันธ์ หากไม่แน่ใจว่ามีความปลอดภัยเพียงพอ
- มีสามีหรือภรรยาคนเดียว
ไม่เปลี่ยนคู่นอน
- สวมถุงยางอนามัยเพื่อป้องกันโรค
HIV gonorrhea, chlamydia,และ trichomoniasis แต่อาจจะไม่สามารถป้องกันโรคเริมหรือหูดโดยเฉพาะบริเวณที่ถุงยางคลุมไม่ถึง
หิด |ตับอักเสบ | หนองในเทียม | อุ้งเชิงกรานอักเสบ | ช่องคลอดอักเสบ |ติดเชื้อtrichomonase |ฝีมะม่วง |การติดเชื้อราในช่องคลอด |โรคเอดส
| การติดเชื้อ clamydia | เริมที่อวัยวะเพศ | หนองในแท้
| หูด | ซิฟิลิส | แผลริมอ่อน | ตัวโลน |ถุงยางอนามัย |ฝีมะม่วง |