โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบอีโอซิโนฟิลิก (Eosinophilic
meningoencephalitis ) หรือที่รู้จักกันอีกชื่อหนึ่งว่า
โรคแองจิโอสตรองจิลิเอซิส แคนโทเนนซิส เกิดจากพยาธิตัวกลม Angiostrongylus
cantonensis ซึ่งปกติแล้วพยาธิตัวแก่อาศัยอยู่ในหลอดเลือดแดงของปอดหนู ผู้ป่วยจะมีอาการของเยื่อหุ้มสมองอักเสบและสมองอักเสบ
น้ำไขสันหลังจะมีจำนวนเซลล์สูง ตรวจพบในน้ำไขสันหลัง มีเซลล์เพิ่มขึ้น เท่ากับหรือมากกว่า
20% โดยมีจำนวนเซลล์อีโอซิโนฟิลมากกว่า 10% จึงเรียกว่า
โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบอีโอซิโนฟิลิก
ติดต่อโดย คนกินหอยโข่ง หอยทากยักษ์
สัตว์น้ำหรือพืช ที่มี ตัวอ่อนระยะที่ 3 ของพยาธิชนิดนี้เข้าไป เข้าสู่และก่อโรคของระบบประสาทกลาง
คือ สมอง ไขสันหลัง และเยื่อหุ้มสมอง
แหล่งปรากฎโรค
สำหรับประเทศไทย
ได้มีการพบผู้ป่วยที่เป็นโรคเยื่อหุ้มสมองอับเสบและมีเซลล์อีโอซิโนฟิล
ประปรายกระจายอยู่ทั่วไป เท่าที่พบแล้วมีมากทางภาคอิสาน กรุงเทพ อยุธยา ปราจีนบุรี
สระบุรี โดยพบพยาธิจากการตรวจศพ พบว่า
หอยโข่ง (Pila snail) เป็นโฮสต์ กึ่งกลาง นำโรคที่สำคัญในประเทศไทย
เนื่องจากผู้ป่วยด้วยโรคนี้มีประวัติอาการหลังจากกินหอยโข่ง
และยังตรวจพบพยาธิตัวอ่อน A. cantonensis ในหอยโข่งที่จับเอามาตรวจ
จากแหล่งที่ผู้ป่วยนำมาทำอาหารด้วย นอกจากนี้ พิพัฒน์ ชุติชูเดช ได้ตรวจพบพยาธิตัวแก่จากหนู ในปี พ.ศ. 2505 จึงเป็นที่ทราบว่า โรคแองจิโอสตรองจิลิเอซีสมีอยู่ในประเทศไทย
และน่าจะเป็นโรคประจำถิ่นเช่นเดียวกับที่พบในหมู่เกาะทะเลใต้
รูปร่างลักษณะ
ลักษณะสำคัญทั่วไปของพยาธิตัวกลม Angiostrongylus cantonensis
หรือพยาธิในปอดของหนู มีลำตัวเรียว เล็ก ขณะมีชีวิตจะสีใส
ผิวหนังเรียบมีรอยบั้งขวาง ส่วนหัวประกอบด้วย ริมฝีปาก 3 อัน ไม่มีกระพุ้งลำคอ
จากปากเปิดตรงสู่ หลอดคอซึ่งจะขยายกว้างตรงส่วนต่อกับลำไส้
- ตัวผู้มีขนาดยาว
15.9 - 19 มม. กว้าง 0.25 มม. ปลายหางเจริญแผ่เป็นอวัยวะรูปไตสำหรับจับระหว่างสืบพันธุ์
- ตัวเมีย มีขนาดยาว 21 - 25 มม. กว้าง 0.03 - 0.36 มม.
ปลายหางมีลักษณะมนทู่ แต่ไม่มีปุ่มเล็กๆยื่นออกมา ตรงปลายสุด ในสภาพมีชีวิต
พยาธิตัวเมียจะมีลักษณะพิเศษจำเพาะ เรียกว่า บาร์เบอร์โพล (barberpole)
เกิดจากท่อรังไข่ที่มีสี ขาวขุ่นพันรอบลำไส้ที่มีสีเข้ม
ท่อรังไข่เหล่านี้จะรวมตัวและเปิดออกสู่ช่องเปิดอวัยวะสืบพันธุ์ (vulva opening)
อยู่หน้าช่องเปิดอวัยวะขับถ่าย (anus)
ตัวเมียจะออกไข่ได้วันละ 15,000 ฟอง ไข่มีลักษณะยาวรี
เปลือกบางใส ขนาดเฉลี่ย 47 x 70 microns ไข่ที่ ออกมาใหม่ยังไม่มีตัวอ่อน
ต่อมาภายหลังจึงเจริญเป็นตัวอ่อนขดตัวอยู่ภายในไข่ แต่จะตรวจไม่พบในอุจจาระ
เนื่องจากพยาธินี้ ออกไข่และฟักเป็นตัวในเนื้อปอด ดังนั้น
การตรวจอุจจาระของหนูพบแต่เพียงพยาธิตัวอ่อนระยะแรกเท่านั้น
วงจรชีวิตของพยาธิ

หอยที่เป็นโฮสต์กลาง
 |
 |
พยาธิตัวกลม Angiostrongylus cantonensis
โดยธรรมชาติเป็นพยาธิของหนู ตัวแก่ของพยาธิอาศัยอยู่ใน หลอดเลือดแดงพัลโมนารี่ย์ของหนูและสัตว์ฟันแทะเมื่อพยาธิออกไข่
(ไข่มีลักษณะคล้ายไข่ของพยาธิปากขอ) ก็ไปตามกระแสเลือดเข้าไปติด อยู่ที่หลอดเลือดฝอยของปอด
ขณะที่อยู่ในปอดพยาธิตัวอ่อนจะฟักออกจากไข่
เป็นตัวอ่อนระยะที่ 1 (first stage larva) แล้วไช ทะลุถุงลมปอด
และเดินทางขึ้นไปตามหลอดลมจนกระทั่งถึงคอหอย แล้วถูกกลืนลงไปในกระเพาะอาหารและลำไส้
หนูถ่าย ออกมาพร้อมกับอุจจาระ
ตัวอ่อนระยะที่ 1 จะไชเข้าหอยซึ่งเป็นโฮสต์กลาง ได้แก่ หอยโข่ง
หอยปัง หอยทาก ตัวทากและกุ้ง พยาธิตัวอ่อนจะไชเข้าไปอยู่และเจริญต่อไปในโฮสต์ดังกล่าว
จนเป็นตัวอ่อนระยะที่ 3 ( third stage larva) ซึ่งเป็นระยะติดต่อ เมื่อหนูกินโฮสต์ที่มีตัวอ่อนระยะที่
3 ก็จะได้พยาธิตัวอ่อนเข้าไปในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก
ตัวอ่อนของพยาธิจะไชผ่านกระแสโลหิต ไปเจริญในสมองและเยื่อหุ้มสมอง
เป็นตัวอ่อนระยะที่ 4 และระยะที่ 5
และสุดท้ายเจริญเติบโตเป็นตัวแก่จึงเข้ากระแสโลหิตใหม่แล้วเดินทางมาอาศัยอยู่ในหลอดเลือดแดงพัลโมนารี่ย์ของหนู
อาการสำคัญ
ระยะฟักตัวประมาณ 2 สัปดาห์ แต่บางรายอาจจะมีอาการหลังจากรับประทานหอยโข่งไป 24
ชั่วโมงหลังจากผู้ป่วยกินหอยโข่ง หรือหอยทากยักษ์ จะมีอาการ ปวดท้อง
คลื่นไส้ อาเจียน ในช่วง 1 2 ชั่วโมง หลังกิน ปวดศีรษะน้อยๆ ในช่วง 2 3 วันแรก
และปวดมากขึ้นอย่างเฉียบพลัน บางคนปวดตุบๆ บางคนปวดมากคล้ายศีรษะจะระเบิด สายตาเสื่อม หลังและคอแข็ง ฟันดัสผิดปกติ Kernings
sign ให้ผลบวก ซึม หมดสติ ผิวหนังชา แขนขาอ่อนแรง ใบหน้าและกล้ามเนื้อตาเป็นอัมพาต
ชักกระตุก
ระบาดวิทยา
เขตปรากฏโรค พบได้ในหมู่เกาะแปซิฟิคและประเทศบริเวณเอเชียตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้
เช่น ฮาวาย ตาฮิติ ไต้หวัน เกาหลี อินโดนีเซีย เวียตนาม นอกจากนี้มีรายงานพบที่
นิวคาเลโดเนีย มาดากัสการ์ อียิปต์ ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา เปอร์โตริโก
สำหรับประเทศไทย เริ่มมีรายงานผู้ป่วยในปี พ.ศ. 2498 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2521- 2530
พบผู้ป่วย 8,334 ราย เสียชีวิต 32 ราย พบว่า มีการระบาดทุกภาคของประเทศ
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบผู้ป่วยสูงสุด รอง ลงมาได้แก่ ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้
ซึ่งโรคนี้พบว่า อยู่ในแถบภูมิภาคเขตร้อนที่มีสภาพภูมิอากาศเหมาะสม เช่น ฝน ตกชุก
อุณหภูมิเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของโฮสต์กลาง คือ หอย และสัตว์น้ำอื่นๆ รวมทั้งโฮสต์สุดท้ายคือ
หนู ซึ่งมีพยาธิ เติบโตอยู่ ในประเทศไทยซึ่งมีความเหมาะสมทุกด้านทั้งสภาพภูมิศาสตร์
อากาศ ตลอดจนอุปนิสัยการกินของคนไทยซึ่ง น่าจะเชื่อได้ว่า โรคแองจิโอสตรองจิลิเอซิสนี้
มีอยู่ในประเทศมานานแล้ว เพราะมีหลักฐานเชื่อว่าหอยทากยักษ์แอฟริกันแพร่
เข้ามาสู่ประเทศไทยจากแอฟริกาตะวันออก ตั้งแต่พ.ศ. 2480 แต่เนื่องจากขาดความสนใจ
และแพทย์ไม่รู้จักโรคนี้ดีพอหรือ อาการที่เกิดในคนไข้ส่วนมากมีน้อย หายเองได้
และมีอัตราการเสียชีวิตตลอดจนความผิดปกติทางประสาทน้อย ก็เป็นได้
- เพศ พบผู้ป่วยเพศชายมากกว่าเพศหญิง
- อายุ พบทุกกลุ่มอายุ มากที่สุดกลุ่มอายุ 20 - 39 ปี
- ฤดูกาล อัตราการป่วยมักพบสูงภายหลังฝนตกชุกแล้ว 1 - 2 เดือน
ประมาณ มกราคม - กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็น ระยะที่หอยโข่ง หรือหอยทากโตพอกินได้
- อาชีพ พบได้ทุกอาชีพ พบมากในอาชีพเกษตรกร
- ระยะฟักตัว 3 - 36วัน เฉลี่ย 16 วัน ในรายที่มีอาการน้อย 1 -
20 วัน เฉลี่ย 8 วัน ในรายที่เป็นรุนแรง
ถ้าคนกินหอยโข่ง กุ้ง ดิบๆ หรือสุกๆดิบๆ เช่น ทำเป็นยำและพล่า
ซึ่งมีพยาธิตัวอ่อนระยะที่ 3 อยู่ พยาธิตัวอ่อนจะเดินทางไปที่สมองและเยื่อหุ้มสมอง
ทำให้เกิดการอักเสบของสมองและเยื่อหุ้มสมองชนิดมีจำนวนอีโอซิโนฟิลมาก (eosinophilic
meningoencephalitis) โดยธรรมชาติคนไม่ใช่โฮสต์ของพยาธินี้
ฉะนั้นพยาธิตัวอ่อนจะเจริญได้ไม่ดี และจะมีชีวิตอยู่ได้ระยะหนึ่งเพียง 1 - 2
เดือนเท่านั้น พยาธิก็จะตายไป
การวินิจฉัย
1. จากประวัติ การรับประทานหอยโข่ง หอยทากยักษ์ สัตว์น้ำดิบ
หรือสุกๆดิบๆ เช่น ยำ พล่า และผู้ที่ร่วมรับประทานด้วยกันมักมีอาการคล้ายๆกัน
ที่สำคัญ คือ อาการปวดศีรษะ
2. จากการตรวจร่างกาย มีอาการแสดงของเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เช่น
คอแข็ง อัมพาต ตาเหล่ และตรวจพบ Kernings sign เป็นต้น
3. จากการตรวจทางห้องปฏิบัติการ
- ตรวจ น้ำไขสันหลัง ทุกรายที่สงสัย
ดูว่ามีเซลล์สูงขึ้นเท่ากับหรือมากกว่า20 % และมี eosinophil สูงเท่ากับหรือมากกว่า
10% หรือไม่
- ตรวจเลือด พบจำนวนเม็ดเลือดขาวค่อนข้างสูง และ eosinophil
สูงด้วย
- การตรวจหาตัวพยาธิ โดยตรวจพบในน้ำไขสันหลัง จากการตรวจศพ
และในหอยโข่ง หอยทากยักษ์ หรือ กุ้ง จากบริเวณที่ผู้ป่วยไปจับมารับประทาน
4. การตรวจทางปฏิกิริยาภูมิคุ้มกัน
- การทดสอบทางผิวหนัง โดยใช้แอนติเจน ที่เตรียมจากพยาธิ
แต่ไม่ให้ผลที่แน่นอน
- การตรวจ ซีรั่ม และ น้ำไขสันหลัง ด้วยวิธี คอมพลีเม้นท์ฟิคเซชั่น
และวิธี แม็กกลูติเนชั่น ได้ผลบ้างและยังไม่เป็นที่น่าพอใจ
- การตรวจวิธี ELISA โดยใช้ แอนติเจน
เตรียมจากพยาธิตัวอ่อนระยะที่ 4 ที่อยู่ในสมองหนู ผลบวก ไตเตอร์เท่ากับหรือมากกว่า
1:64 มีรายงานผลว่าดี และเป็นที่น่าพอใจ
5. การตรวจทางเคมีคลินิกของน้ำไขสันหลัง ส่วนมากมีโปรตีนสูงกว่า
50 มิลลิกรัม น้ำตาลและคลอไรด์ปกติ
6. การตรวจเลือดและตรวจทางเอ๊กซเรย์ และคลื่นสมอง
ยังไม่ได้ผลที่น่าเชื่อถือนัก
การรักษา
ส่วนใหญ่รักษาตามอาการ การรักษาที่ดีที่สุดคือ
การเจาะน้ำไขสันหลัง ออกบ่อยๆ ครั้งละ 3 - 10 มิลลิลิตรและการใช้สเตียรอยด์ชนิดกิน
เช่น เพรดนิโซโลน 30 - 60 มิลลิกรัม ต่อวัน ร่วมกับยาแก้ปวด พบว่า
อาการของโรคดีขึ้น
การป้องกันและควบคุม
1. ต้องประชาสัมพันธ์ให้ประชาชน โดยเฉพาะในเขตชนบท
ทราบถึงการติดต่อและการป้องกันไม่ให้เกิดเป็นโรคหลายๆทาง เช่น หนังสือพิมพ์ วิทยุ
โทรทัศน์ และอาสาสมัครในด้านสุขศึกษา
2. ต้องไม่รับประทานหอยหรือสัตว์น้ำอื่นๆ
โดยไม่ทำให้สุกเสียก่อน
3. น้ำดื่มควรต้มให้สะอาด เพราะอาจมีระยะติดต่ออยู่ในน้ำ
4. พืชผักที่จะรับประทานสดๆ ควรล้างให้สะอาด
5. ผู้ที่ใช้มือทำงานบริเวณที่มีหอยนำโรค
ควรล้างมือให้สะอาดหลังเลิกงาน
6. รณรงค์กำจัดหนูนา นอกจากลดความเสียหายทางผลผลิตการเกษตรแล้ว
ยังเป็นการช่วยกำจัดโฮสต์ที่สำคัญต่อวงจรชีวิตของพยาธิ
และการกำจัดหอยด้วยวิธีใส่สารเคมี แต่ทำได้ยากในประเทศไทย
ปัญหาและแนวโน้มของโรค
เนื่องจากประเทศไทยมีภูมิอากาศเหมาะสมในการเจริญเติบโตขยายพันธุ์ของหอยและหนู
ดังนั้น พยาธิ Angiostrongylus cantonensis และพยาธิอื่นๆในกลุ่มเดียวกัน
จึงพบมากขึ้นและแพร่กระจายอยู่ทั่วๆไป ขณะเดียวกันการรายงานโรคจึงมีอยู่เสมอ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งประชาชนชอบรับประทานอาหารดิบ เช่น
ลาบ ก้อย ทำให้มีผู้ป่วยจำนวนมาก การแพร่กระจายของหอยทากยักษ์ (Achatina fulica)
ซึ่งเป็นตัวกลางนำโรคนี้อยู่ในประเทศ แพร่กระจายไปได้เร็วมาก และพบได้ทั่วประเทศ
ดังนั้นโรคนี้จะพบได้ทั่วประเทศเช่นกัน เพราะหอยเป็นอาหารที่ดีของหนู
แต่อย่างไรก็ตาม ขณะนี้หอยทากยักษ์กลายเป็นสินค้าออกที่ทำรายได้ดี
ทำให้หอยทากยักษ์ลดลงอย่างรวดเร็ว
และวิธีการเตรียมหอยทากยักษ์ได้ผ่านกรรมวิธีใช้ความร้อนสูง
พยาธิตัวอ่อนระยะติดต่อในหอยจะตายหมด ไม่แพร่กระจายโรคต่อไป