การรักษามาลาเรีย

สำหรับท่านที่เคยไปบริเวณที่เป็นแหล่งระบาดของเชื้อมาลาเรีย และมีอาการไข้สูงหนาวสั่น ท่านต้องนึกถึงมาลาเรียเป็นอันดับต้นๆ เมื่อวินิจฉัยว่าเป็นมาลาเรียแล้วต้องรีบให้การรักษาอย่างรีบด่วน

ในการรักษาจะต้องพิจารณาปัจจัยที่สำคัญได้แก่ มาลาเรียนั้นเป็นชนิดธรรมดาหรือมาลาเรียที่มีโรคแทรกซ้อน ความรุนแรงของโรค จำนวนเม็ดเลือดแดงที่มีการติดเชื้อ เชื้อนั้นเป็นเชื้อชนิดไหน แหล่งที่ติดต่อเป็นทีไหนมีการดื้อยามากน้อยแค่ไหน

การเลือกชนิดของยา วิธีการให้ยาเช่นยาฉีดหรือยารับประทานจะต้องพิจารณาจากปัจจัยดังกล่าวข้างต้น

ยาที่ใช้รักษาผู้ป่วยที่เป็นมาลาเรียที่ไม่มีโรคแทรกซ้อน

มาลาเรียที่ไม่มีโรคแทรกซ้อนมักจะเกิดจากเชื้อ พี.ไวแวกซ์ และ พี.โอวาริอี และมักจะต้องสนองต่อ chloroquin สำหรับพื้นที่ที่ดื้อต่อ chloroquin หรือเกิดจากเชื้อ พี.ฟาลซิปารัมก็ให้เริ่มด้วยยา quinine ร่วมกับยา doxycycline หรือ Fabsidar ขนาดที่ใช้ตามตารางข้างล่าง

พื้นที่เชื้อไม่ดื้อต่อ Chloroquin

Chloroquin ผู้ใหญ่ 1000 มก.(เม็ดละ 250 มก. 4 เม็ด) อีก 6 ชมให้ 500 มก.หลังจากนั้นให้ 500 มก.ที่ 24 ชม. และ 48 ชม.

พื้นที่เชื้อดื้อต่อChloroquin

Mefloquine ผู้ใหญ่ 1250 มก. (ให้ 750 มก. อีก 12 ชม.ให้อีก 500 มก.)
เด็กให้ขนาด 25 มก/กก ทันที(
Halofantrine ผู้ใหญ่ 500 mg ทุก 6 ชม. x 3 ครั้ง. ให้อีกครั้งในวันที่ 7
เด็ก (<40kg): 8 mg/kg ทุก 6 ชม x 3 ครั้ง ให้อีกครั้งในวันที่ 7
Quinine ร่วมกับยา

Doxycycline*หรือ

FansidarR
(500 mg sulfadoxine, 25 mg pyrimethamine)

ผู้ใหญ่ 600 หรือ 650 มก. วันละ 3 ครั้ง 3-7 วัน
เด็ก 25 มก/กก/วัน วันละ 3 ครั้ง x 7 วัน

Doxy :100mg วันละ 2 ครั้ง x 7 วัน; ห้ามใช้ในเด็กอายุน้อยกว่า 8 ปี
 

ผู้ใหญ่: 3 เม็ดให้วันละครั้ง

การรักษามาลาเรียที่มีโรคแทรกซ้อน

มาลาเรียที่มีโรคแทรกซ้อนมักจะเกิดจากเชื้อ พี.ฟาลซิปารัมโดยมากมักจะเกิดการติดเชื้อรุนแรงคือมีการติดเชื้อของเม็ดเลือดแดงร้อยละ 1-2% ตารางข้องล่างแสดงภาวะที่มีโรคแทรกซ้อน

อาการ

Description

ผู้ป่วยโคม่า cerebral malaria

ผู้ป่วยไม่รู้สึกตัวมากกว่า 30 นาทีหลังชัก

ชัก

มีอาการชักมากกว่า 2 ครั้งใน 24 ชม.

ภาวะซีด

ความเข้มข้นของเลือดลดลง(Hct) <15%, หรือ hemoglobin <5g/dl, โดยมีการติดเชื้อของเม็ดเลือดแดงมากกว่า 1-2%

มีเลือดออกผิดปกติ

เลือดออกจากจมูก เหงือก ทางเดินอาหาร

หายใจวาย

ผู้ป่วยหายใจเร็ว อาจจะมีตัวเขียว หายใจเสียงดัง

ไตวาย

ปัสสาวะออกน้อยกว่า <400 ซซ/24 ชม (<12 ml/kg per 24 hrs in children); เมื่อให้น้ำเกลือแล้วปัสสาวะออกไม่มากขึ้น serum creatinine >3.0 mg/dl (>265 _mol/l)

เม็ดเลือดแดงแตกทำให้มีhemoglobin ในปัสสาวะ

ปัสสาวะจะมีสีดำ หรือน้ำตาล

น้ำตาลในเลือดต่ำ

Glucose <40mg/dl

ความดันโลหิตต่ำหรือช็อค

ความดันSystolic BP <50 ในเด็กอายุ1-5 or <80 ในผู้ใหญ่

มีความเป็นกรดในเลือด

Arterial pH <7.25 or plasma bicarbonate <15 mmol/l

หากมีผู้ป่วยมาลาเรียและมีอาการหนักดังตารางข้างบน จะมีหลักการรักษาดังต่อไปนี้

  • ให้การรักษาเร็วที่สุด

  • คำนวณขนาดของยาตามน้ำหนักของผู้ป่วย

  • ให้ยารักษามาลาเรียทางหลอดเลือดดำ

  • ต้องให้ยาในขนาดสูงเมื่อเริ่มการรักษา

  • เปลี่ยนเป็นยารับประทาน เมื่อผู้ป่วยดีขึ้น

  • เฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงของโรคและผลข้างเคียงของยา

ยาที่ใช้รักษามาลาเรียที่มีโรคแทรกซ้อน

Quinine dihydrochloride เริ่มต้นให้ 20 mg/kg ผสมน้ำเกลือให้ในเวลา  4 ชม, หลังจากนั้นให้ยาขนาด 10 mg/kg ในเวลา 2-4 hrs ทุก 8ชม.(ขนาดสูงสุดไม่เกิน 1800 mg/วัน) จนกระทั่งเริ่มให้ยาทางปากได้

เมื่อเริ่มรับประทานได้ก็ให้ยารับประทานตามตารางข้างบน

ในการให้ยา quinine ขนาดสูงต้องระวังภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นได้

  • ต้องวัดความดันระหว่างที่ให้ยา หากความดันโลหิตต่ำกว่า 80 มม.ปรอทต้องหยุดยา
  • ต้องวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจระหว่างที่ให้ยา หากผิดปกติอาจจะจำเป็นต้องหยุดยา
  • ให้ยาเร็วๆอาจจะเกิดอาการชัก ความดันต่ำ

สำหรับผู้ที่ติดเชื้อ พี.ไวแวกซ์ หรือ โอวาริอี นอกจากให้ chloroquine แล้วต้อง Primaquine เพื่อฆ่าเชื้อที่อยู่ในตับ โดยให้ครั้งละ 2 เม็ดวันละครั้งระหว่างการรักษาแพทย์จะเฝ้าติดตามการเปลี่ยนแปลงของโรคดังนี้

  • ตรวจสัญญาณชีพ
  • ตรวจปริมาณการติดเชื้อ
  • วัดปริมาณปัสสาวะที่ออก
  • ตรวจวัดระดับเกลือแร่ในเลือด
  • ระดับน้ำตาลในเลือด
  • ระดับความเข้มข้นของเลือด
  • ตรวจคลื่นไฟฟ้าของหัวใจ

หลังการรักษาปริมาณเชื้อควรจะลดลงใน 24- 48 ชม.หลังการรักษา

วงจรชีวิต >แหล่งระบาด >ลักษณะทางคลินิก >การวินิจฉัย >การรักษา >โรคแทรกซ้อน >การป้องกัน