|
โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ
การป้องกันโรคเส้นเลือดหัวใจตีบแบบทุติยภูมิ
การป้องกันมิให้เส้นเลือดหัวใจตีบครั้งแระเรียกการป้องกันปฐมภูมหรือ Primary prevention ส่วนการป้องกันมิให้เส้นเลือดหัวใจตีบครั้งที่สองเรียก Secondary prevention ส่วนใหญ่เป็นการค้นหาปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคทางหลอดเลือดในผู้ป่วยที่เป็นโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดแล้วเพื่อป้องกันมิให้เกิดโรคซ้ำ การป้องกันทุติยภูมิมีประโยชน์ดังนี้
- มีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น
- มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
- ลดการรักษาชนิดอื่น เช่น การผ่าตัด การทำ angioplastyผู้ป่วยทีเคยเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรือเป็นอัมพาตเมื่อไปพบแพทย์
ท่านต้องขอคำแนะนำในการปฏิบัติตามหัวข้อต่างๆดังนี้
- บอกแพทย์ประจำตัวท่านว่าอยากเจาะหาระดับไขมันในเลือด พร้อมทั้งขอคำแนะนำว่าต้องอดอาหารกี่ชั่วโมง และถ้าไขมันในเลือดสูงควรใช้การควบคุมอาหารหรือการใช้ยาในการรักษา เรื่องไขมันอ่านที่นี่
- ถามแพทย์ว่าจะออกกำลังกายอย่างไรดี ออกกำลังอาทิตย์ละกี่วัน วันละกี่นาที ออกแต่ละครั้งหนักแค่ไหน และสมควรออกกำลังแบบไหน รวมทั้งข้อระวังในการออกกำลังกาย การออกกำลังกายอ่านที่นี่
- ถามแพทย์ว่าน้ำหนักที่เหมาะสมควรเป็นเท่าใด ถ้าท่านมีน้ำหนักเกินให้แพทย์แนะนำตารางการรับประทานอาหารและตารางในการออกกำลังกาย โรคอ้วนอ่านที่นี่
- ให้แพทย์วัดความดันทุกครั้ง และเรียนถามแพทย์ว่าความดันที่เหมาะสมควรเป็นเท่าใด ถามเกี่ยวกับผลขางเคียงของยา รวมทั้งการเปลี่ยนพฤติกรรมการดำรงชีวิตเพื่อป้องกันความดันโลหิตสูง
- ถามแพทย์ว่าสมควรกิน aspirin เพื่อป้องกันโรคหรือไม่
- ถ้าอดบุหรี่เองไม่ได้ให้ปรึกษาแพทย์ถึงแนวทางการอดบุหรี่
- ไปตามแพทย์นัดอย่างเคร่งครัด และปรึกษาเรื่องดังกล่าวข้างต้น
การรักษาปัจจัยเสี่ยง
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดหลอดเลือดหัวใจตีบได้แก่
- สูบบุหรี่ ให้เลิกสูบโดยเด็ดขาด
- แนะนำให้เลิกเด็ดขาด
- ถ้าเลิกเองไม่ได้ให้ปรึกษาศูนย์อดบุหรี่
- การรักษาไขมันในโลหิตสูง
สำหรับผู้ที่เคยมีหลอดเลือดหัวใจตีบมาแล้วควรจะควบคุมระดับไขมันให้ต่ำๆ โดยมีเป้าหมายคือระดับ LDL <100 mg%, HDL>50 mg%(female) และมากกว่า 40
mg%(male), Triglyceride<150 mg%
- ให้ควบคุมอาหารที่มีไขมันสูง
- หลังเกิดโรคอัมพาตหรือโรคหัวใจให้เจาะเลือดตรวจหาระดับไขมันทุ
6
สัปดาห์จนกระทั่งได้ระดับที่ต้องการ
- การให้ยารักษาจะให้ในกรณีต่อไปนี้
ระดับไขมัน LDL |
การรักษา |
LDL<100 mg% |
ไม่ต้องให้ยา |
LDL=100-130 mg% |
คุมอาหารแล้วระดับไขมันไม่ลงพิจารณาให้ยา |
LDL>130 mg% |
ให้ยาลดไขมัน |
HDL<35 mg% |
ให้หยุดสูบบุหรี่,ลดน้ำหนัก,ออกกำลังกาย |
- การออกกำลังกาย
- เป้าหมายออกวันละ 30-60
นาที สัปดาห์ละ3-4 ครั้ง
- ให้แพทย์แนะนำว่าจะออกกำลังกายได้แค่ไหนโดยการทำ
Exercise test
- ให้ทำงานบ้าน
หรือเดินขึ้นบันไดบ่อยๆ
- การออกกำลังกายควรอยู่ในการดูแลของแพทย์
อาการของการออกกำลังมากเกินไป
- ปวดหน้าอกหรือแน่นหน้าอก
- ใจสั่น
- เวียนศีรษะหรือคลื่นไส้
- เหน็ดเหนื่อยอย่างมาก
- การคุมน้ำหนัก

- รักษาให้น้ำหนักอยู่ในช่วงดัชนีมวลกาย
19-25 กก/ตารางเมตร
- วัดส่วนสูงและชั่งน้ำหนักรวมทั้งวัดรอบเอวและรอบสะโพกทุกปี
- ดัชนีมวลกายมากกว่า 27 กก/ตารางเมตร
หรือรอบเอวมากกว่า 40นิ้วสำหรับผู้ชาย
35 นิ้วสำหรับผู้หญิง
ต้องให้การรักษา
- การให้ยาต้านเกร็ดเลือด
หรือยาต้านการแข็งตัวของเลือด
Antiplatelet agents/anticoagulants
- ให้รับประทาน aspirin 80-325 mg
วันละครั้ง
- บางรายต้องให้ coumadine เพื่อคุมการแข็งตัวของเลือด
- การให้ยา Angiotensin-converting enzyme (ACE) inhibitors
หลังโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
- ให้ในรายที่มีหัวใจวายหลังหลอดเลือดหัวใจตีบ
- ให้รักษาในผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตร่วมด้วย
- การให้ยา beta-blocker
- ให้ในรายที่ยังมีอาการแน่นหน้าอก
หรือหัวใจมีการเต้นผิดปกติ
- การควบคุมความดันโลหิต
- ให้เปลี่ยนพฤติกรรมการดำรงชิวิต เพื่อป้องกันความดันโลหิต
- ถ้าความดันมากกว่า
140/90 มม.ปรอทเป็นเวลา 6 เดือน
หรือความดันโลหิตมากกว่า160/90
มม.ปรอท
ก็เริ่มให้ยาลดความดันโลหิต
- การจัดการเรื่องความเครียด
- การดื่มสุรา การดื่มสุราปริมาณปานกลางจะป้องกันโรคหัวใจ แต่การดื่มสุราเป็นปริมาณมากจะทำให้ความดันโลหิตสูงและกล้ามเนื้อหัวใจถูกทำลาย
- การรักษาโรคเบาหวาน
back
การป้องกันทุติยภูมิ|อาการของหัวใจขาดเลือด|การทำบอลลูน|การฟื้นคืนชีพ|การดูแลเบื้องต้น|โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ|การป้องกันเส้นเลือดตีบ|กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด|เมื่อสงสัยว่าจะเป็นโรค|การป้องกันโรคหัวใจ|การตรวจทางห้องปฏิบัติการ| โรคแทรกซ้อน|การตรวจหัวใจหลังกล้ามเนื้อหัวใจตาย |