การรักษาโรคความดันโลหิตสูง

ประโยชน์จากการรักษาโรคความดันโลหิต

พบว่าการลดความดันโลหิตจะสามารถลดโรคแทรกซ้อนโรคหลอดเลือดสมองได้ร้อยละ 30-35% และสามารถลดโรคแทรกซ้อนโรคเส้นเลือดหัวใจตีบได้ 20-25% และลดโรคหัวใจวายได้ 50 %

เนื่องจากโรคความดันโลหิตสูงมักจะไม่มีอาการ ผู้ป่วยบางรายมาพบแพทย์เมื่อมีโรคแทรกซ้อนแล้วเช่น ไตวาย หัวใจวายเป็นต้น การตรวจวัดความดันประจำปีจะช่วยให้เรารักษาผู้ป่วยได้เร็วขึ้น การพิจารณาให้การรักษาผู้ป่วยความดันโลหิตสูงขึ้นกับปัจจัยหลายอย่างเช่น ระดับความดันโลหิต โรคต่างๆที่พบร่วม ปัจจัยเสี่ยงต่างที่เป็นดังแสดงในตารางข้างล่าง

ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจ

โรคร่วมต่างๆที่เป็นอยู่

การสูบบุหรี่

กล้ามเนื้อหัวใจหนา

ไขมันในเลือดสูง

เคยเป็นหลอดเลือดหัวใจตีบ

โรคเบาหวาน

เคยผ่าตัดเปลี่ยนหลอดเลือดหัวใจ

หญิงอายุมากกว่า 65 ปี ชายมากกว่า 55 ปี

หัวใจวาย

อ้วนดัชนีมวลกายมากกว่า 30

เคยเป็นอัมพาต

ประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจ(หญิงก่อน 65 ชายก่อน 55)

โรคไต

ความดันโลหิตสูง

หลอดเลือดขาตีบ

ผู้ที่ไม่ออกกำลังกาย

มีการเปลี่ยนแปลงทางตา

พบไข่ขาวในปัสสาวะ

เมื่อพิจารณาถึงปัจจัยเสี่ยงและโรคที่พบร่วมก็จะจัดผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงออกเป็น 3 กลุ่มดังนี้

  • กลุ่ม A ผู้ป่วยไม่มีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจและไม่มีโรคร่วม
  • กลุ่ม B ผู้ป่วยมีปัจจัยเสี่ยงอย่างน้อย 1 ข้อแต่ไม่มีโรคร่วม
  • กลุ่ม C ผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน หรือมีโรคต่างๆตามตาราง

หลังจากท่านได้จัดว่าท่านอยู่ในกลุ่มไหนแล้วก็จะมาพิจารณาว่าจะเริ่มรักษาความดันโลหิตสูงเมื่อใด

ความรุนแรงของความดันโลหิต (systolic/diastolic mm Hg)

Prehypertension คือผู้ที่มีความดันโลหิต (120-139/85-89)

Stage 1 (140-159/90-99)

Stage 2 ความดัน >160/100
ผู้ป่วยกลุ่ม A ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (จะให้ยาหลังจาก ปรับพฤติกรรมแล้ว เป็นเวลา 1 ปีความดันไม่ลด) ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม +การให้ยา2ชนิด
ผู้ป่วยกลุ่ม B ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (จะให้ยาหลังจาก ปรับพฤติกรรมแล้ว เป็นเวลา 6 เดือนแล้วความดันไม่ลด หากมีหลายปัจจัยเสี่ยงต้องรีบให้ยา) ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม +การให้ยา
ผู้ป่วยกลุ่ม C การให้ยา  +ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การให้ยา +ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม +

การให้ยา

 

  • จากตารางจะเห็นว่าผู้ป่วยกลุ่ม C จะเริ่มให้ยาเมื่อความดันโลหิตสูงไม่มากเพราะกลุ่ม c มีโรคอยู่หากรักษาช้าจะทำให้โรคที่เป็นอยู่มีอาการแย่ลง
  • กลุ่ม B และ C หากความดันอยู่ในช่วง 140-160 ยังมีเวลาปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 6เดือน-1 ปี แต่ถ้าความดันมากกว่า 160 จะให้ยาเลย

แต่ต้องเน้นว่าจะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมร่วมด้วยเสมอ

ยาลดความดันโลหิต

  1. Angiotensin converting enzyme inhibitors (ACE inhibitors) and angiotensin receptor blockers (ARB) ยาในกลุ่มนี้จะมีผลต่อฮอร์โมน renin-angiotensin hormonal system ผู้ป่วยร้อยละ 50-60จะตอบสนองดีต่อยาชนิดนี้ ยากลุ่มนี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยความดันโลหิตที่มีกล้ามเนื้อหัวใจหนา (left ventricular hypertrophy)  ป้องกันไตเสื่อมในผู้ป่วยที่มีไข่ขาวในปัสสาวะ ผู้ป่วยที่หัวใจวาย ผู้ป่วยหลอดเลือดหัวใจตีบ
  • ยาในกลุ่ม ACE inhibitors ได้แก่ยา enalapril , captopril , lisinopril , benazepril , perindopril quinapril
  • ยาในกลุ่ม ARB drugs ได้แก่  losartan , irbesartan , valsartan ,  candesartan

ผลเสียของยากลุ่มนี้ได้แก่อาการไอพบได้ร้อยละ 20 เมื่อหยุดยา 1-2 สัปดาห์อาการไอจะหายไป หากมีอาการมากให้ใช้ยากลุ่ม ARB drugs แทนกลุ่ม ACE inhibitors นอกจากไอแล้วยังอาจจะทำให้ไตเสื่อมโดยเฉพาะผู้ที่ขาดน้ำ โรคหัวใจ ควรจะต้องติดตามการทำงานของไต ผู้ป่วยอาจจะมีผื่นที่ผิวหนัง ลิ้นไม่รับรส  เกลือแร่โปแตสเซียมอาจจะสูงขึ้นโดยเฉพาะผู้ป่วยที่ไตทำงานไม่ดีควรจะให้ยาขับปัสสาวะที่ขับเกลือโปแตสเซียม

เมื่อใช้ยากลุ่มนี้จะต้องระวังการใช้ยาชนิดไหน

ควรจะระวังการให้ยาขับปัสสาวะที่ทำให้เกลือโปแทสเซียมสูงขึ้นเช่น spironolactone ,moduretic,dyazide หรือการให้เกลือแร่โปแทสเซียม ยาแก้ปวดกลุ่มNSAID โดยเฉพาะ indocid จะทำให้ผลการลดความดันลดลง ผู้ที่เป็นโรคจิตและได้ยากลุ่ม Lithium จะทำให้เกิดเป็นพิษต่อlithium เพิ่ม สำหรับผู้ที่เป็นโรคเก๊าและได้รับยา Allopurinol อาจจะทำให้เกิดผื่นแพ้ได้ง่าย

ชื่อยา ขนาดยา( มิลิกรัม) ขนาดที่ใช้ในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง
Benazepril 5,10,20,40 20-40/วัน วันละครั้งถึงวันละ 2 ครั้ง
Captopril 12.5,25,20,100 50-450/วัน วันละ 2 ครั้งถึงวันละ 3 ครั้ง
Enalapril 2.5,5,10,20 10-40/วัน วันละครั้งถึงวันละ 2 ครั้ง
Fosinopril 10,20 20-40/วัน วันละครั้งถึงวันละ 2 ครั้ง
Lisinopril 2.5,5,10,20,40 20-40/วัน วันละครั้ง
Moexipril 7.5,15 7.5-30/วัน วันละครั้งถึงวันละ 2 ครั้ง
Quinapril 5,10,20,40 20-80/วัน วันละครั้งถึงวันละ 2 ครั้ง
Ramipril 1.25,2.5,5,10 2.5-20/วัน วันละครั้งถึงวันละ 2 ครั้ง
Tandolepril 1,2,4 1-4/วัน วันละครั้ง
  1. Beta-blockers เป็นยาที่ปิดกั้นระบบประสาทอัตโนมัติซึ่งจะทำให้ความดันโลหิตและชีพขจรลดลง ยานี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่พบร่วมกับชีพขจรเร็ว ผู้ป่วยมีอาการเจ็บหน้าอกจากเส้นเลือดหัวใจตีบ และยังป้องกันปวดศีรษะจากไมเกรน ยาในกลุ่มนี้ได้แก่ atenolol , propranolol ,  metoprolol ผลข้างเคียงของยากลุ่มนี้ได้แก่จะมีอาการมือเท้าเย็น ทำให้โรคหอบหืดเป็นมากขึ้น ซึมเศร้า ฝันร้าย อ่อนเพลีย เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ยากลุ่มนี้ห้ามให้ในผู้ป่วยที่เป็นโรคหอบหืด โรคถุงลมโป่งพอง โรคหัวใจวาย หัวใจเต้นผิดปกติบางชนิด นอกจากนี้ยังต้องระวังในการใช้สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน
  2. Diuretics ยาขับปัสสาวะเป็นตัวแรกๆที่ใช้รักษาความดันโลหิตสูงยานี้จะออกฤทธิ์โดยการขับเกลือออกจากร่างกาย โดยมากมักจะใช้ร่วมกับยาชนิดอื่นยาที่นิยมใช้ได้แก่ hydrochlorthiazide , furosemide ยาขับปัสสาวะที่ทำให้โปแทสเซียมสูงเช่น Spironolactone ,Amiloride,Trimterene ผลข้างเคียงของยากลุ่มนี้คือ อาจจะทำให้ร่างกายขาดน้ำ เกลือโปแทสเซียมต่ำ ไขมันในเลือดสูง เลือดเป็นด่าง เกลือโวเดียมต่ำ
  3. Calcium channel blockers ยากลุ่มนี้จะปิดกลั้นการไหลเข้าของเกลือแคลเซียมทำให้กล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวลดลง ความดันโลหิตลดลงยาในกลุ่มนี้ได้แก่  nifedipine , fellodipine  nisoldipine ผลข้างเคียงของยากลุ่มนี้ได้แก่ ใจสั่น บวมหลังเท้า ท้องผูก ปวดศีรษะหรือเวียนศีรษะ
  4. ยาอื่นที่ใช้รักษาโรคความดันโลหิตสูง

สรุปการรักษาโรคความดันโลหิตสูง

  1. จากการรวบรวมข้อมูลพบว่าการลดน้ำหนักประมาณ 5.1 กิโลกรัมจะสามารถลดความดันโลหิตได้ 4.4/3.6 มิลิเมตรปรอท ยิ่งน้ำหนักลดมากเท่าใดความดันจะลดลงมากเท่านั้น แนะนำว่าให้คุมน้ำหนักโดยที่มีค่าดัชนีมวลกายประมาณ 25 อ่านดัชนีมวลกายที่นี่
  2. การลดปริมาณเกลือที่รับประทานจะลดความดันโลหิตทั้งผู้ที่มีความดันปกติและผู้ที่มีความดันโลหิตสูง โดยแนะนำว่ารับประทานไม่เกิน 2.3 กรัม/วัน
  3. รับประทานผักและผลไม้ให้มาก เนื่องจากผักและผลไม้จะมีโปแตสเซี่ยมมากซึ่งจะช่วยลดความดันโลหิต แนะนำให้รับประทานวันละ 4.7 กรัม/วัน
  4. การดื่มสุรามากจะทำให้ความดันเพิ่ม แนะนำให้ดื่มวันละ 2และ1 หน่วยสุราในชายและหญิงตามลำดับ อ่านเรื่องสุราที่นี่
  5. การรับประทานผักมากจะช่วยลดระดับความดันโลหิต
  6. การรับประทานอาหารที่ลดความดัน Dash Diet จะลดความดันโลหิตทั้งคนปกติและผู้ที่มีความดันโลหิตสูง โดยเริ่มลดเมื่อเวลา 2 สัปดาห์
  7. การรับประทานน้ำมันปลา Omega-3 polyunsaturated fatty acid จะสามารถลดระดับความดันโลหิต แต่ต้องรับประทานมากถึง 3 กรับ/วัน
  8. ยังไม่มีหลักฐานว่าการรับประทานอาหารที่มีแคลเซี่ยม แมกนีเซี่ยม และใยอาหารว่าสามารถลดระดับความดันโลหิต
  9. คนที่สูงอายุจะตอบสนองต่อการคุมอาหารได้ดีกว่าคนหนุ่ม

ทบทวน 5 มีนาคม 2549

เอกสารอ้างอิง

American Heart Association Updates Guidelines for Blood Pressure Management 

กลับหน้าเดิม

 


Google