การวัดความดันโลหิต
เมื่อ 10 ปีที่แล้วมาสมาคมโรคหัวใจและหลอดเลือดประเทศอเมริกาได้มีคำแนะนำวิธีการวัดความดันโลหิต การวัดความดันโลหิตสมัยก่อนจะใช้เจ้าหน้าที่ที่ได้รับการอบรบเป็นคนวัด และใช้เครื่องวัดความดันที่ทำจากสารปรอท จากการวิจัยพบว่าการวัดความดันโลหิตแบบเก่ายังมีข้อผิดพลาดดังนี้
- วิธีการวัดไม่ถูกต้อง
- เนื่องจากความดันโลหิตของคนไม่คงที่ตลอดเวลา บางครั้งสูงบางครั้งต่ำ
- ความดันมักจะสูงเมื่อผู้ป่วยไปพบแพทย์
ผลจากความไม่แน่นอนของการวัดความดันโลหิตที่โรงพยาบาลจึงมีแนวความคิดขึ้นสองแนวคือ
- ใหมีการวัดความดันที่อื่น นอกเหนือจากโรงพยาบาล และมีการวัดหลายๆครั้งเพื่อจะได้ค่าแท้จริงของความดันโลหิต
- ใช้เครื่องวัดความดันโลหิตชนิดอัตโนมัติ
ชนิดของความดันโลหิต
Isolated Systolic Hypertension (ISH)
เมื่อคนเรามีอายุมากขึ้น ความยืดหยุ่นของผนั้งหลอดเลือดจะลดลง ทำให้ความดันตัวบน systolic มีค่าสูงขึ้นขณะที่ความดันตัวล่าง diastolic มีค่าปกติ(ค่าบนมากกว่า 140 มม.ปรอท ส่วนค่าตัวล่างน้อยกว่า 90 มม.ปรอท)
ช่องว่าระหว่างตัวบนและล่างกว้างขึ้น( systolic- diastolic) การรักษาขึ้นกับค่า
systolic
ISH of the Young
เนื่องจากเด็กหรือวัยรุ่นมีการเจริญอย่างรวดเร็ว หลอดเลือดมีความยืดหยุ่นยมากไม่เท่ากันระหว่างหลอดเลือดแดงใหญ่ และหลอดเลือดที่แขน ทำให้ความดัน systolic ที่แขนสูง ขณะที่ความดัน diastolic และค่าเฉลี่ยของความดันโลหิตปกติ(mean pressure)
Isolated Diastolic Hypertension (IDH)
เป็นภาวะที่ความดัน diastolic มากกว่า 90 มม.ปรอทในขณะที่ความดัน systolic ปกติ โดยปกติหากค่า diastolic สูงต้องให้การรักษาเพราะเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดโรคหลอดเลือด
White Coat Hypertension (WCH) or Isolated Office Hypertension
เป็นภาวะที่วัดความดันโลหิตที่บ้านมักจะต่ำกว่า 135/85 มม.ปรอท แต่เมื่อวัดความดันที่โรงพยาบาลมักจะมากกว่า 140/90 มม.ปรอท ภาวะนี้มักจะเป็นในคนที่เริ่มเป็นความดันโลหิตสูง(ร้อยละ 15-25 )คนกลุ่มนี้อาจจะกลายเป็นความดันโลหิตสูงดังนั้นจึงต้องมั่นวัดความดันโลหิต
Masked Hypertension or Isolated Ambulatory Hypertension
ภาวะนี้วัดความดันที่บ้านจะสูง แต่เมื่อวัดความดันที่โรงพยาบาลจะปกติ พบว่าภาวะนี้มักจะมีปัญหาเรื่องโรคหลอดเลือด
Orthostatic or Postural Hypotension
เป็นภาวะที่ความดัน systolic ลดลง 20 มม.ปรอท ความดัน diastolic ลดลง 10 มม.ปรอทในขณะที่เปลี่ยนจากนอนเป็นยืน 3 นาที ปัญหาที่เกิดคือกลุ่นคนเหล่านี้อาจจะมีความดันโลหิตที่สูงมากในขณะที่นอน แต่วัดความดันท่านั่งหรือยืนปกต
ิวิธีการวัดความดันโลหิต
การวัดความดันโลหิตโดยวิธีการฟังเป็นที่นิยมมา 100 ปี แต่กำลังถูกทดแทนด้วเครื่องมือใหม่ๆที่มีความแม่นยำยำสูงกว่า
การวัดความดันโลหิตโดยการฟังวิธี
การวัดทำได้โดยการใช้ผ้าพันรอบแขน สูบลมจะกระทั่งความดันสูงพอที่กดเส้นเลือดให้แฟมเลือดไม่ไหลผ่าน เมื่อค่อยๆปล่อยลมออกที่ละน้อยจนกระทั่งได้ยินเสียงเลือดผ่านหลอดเลือดเรียก
phase I of the Korotkoff sounds ค่าที่วัดได้เป็นค่าความดัน systolic ซึ่งมีค่าต่ำกว่าค่าที่วัดจากภายในหลอดเลือด ส่วนค่า diastolic ค่าที่วัดได้สูงกว่าค่าที่วัดจากภายในหลอดเลือดเครื่องวัดความดันโลหิตที่ทำจากปรอท
Mercury Sphygmomanometers
ตลอดระยะเวลา 50 ปีไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงนอกจากจะมีการพัฒนาไม่ให้มีปรอทค้างในหลอดเครื่องวัดความดันโลหิตชนิดขดลวด
Aneroid Sphygmomanometers
เครื่องชนิดนี้เมื่อใช้ไปนานๆค่าที่วัดได้จะไม่แน่นอนเพราะความเสื่อมของขดลวด ต้องนำมาเทียบกับค่าที่วัดได้จากเครื่องที่ทำจากปรอท
Hybrid Sphygmomanometers เป็นเครื่องวัดความดันโลหิตที่ใช้การได้ยินและเครื่อง
electronic pressure gauge แทนปรอท เครื่องแบบนี้น่าจะทดแทนเครื่องที่ทำจากปรอท The Oscillometric Technique เป็นการวัดความดันโลหิตโดยการวัดแรงที่กระทำต่อผ้าที่พันแขน วิธีการวัดความดันโลหิตนี้ใช้วัดความดันโลหิตสำหรับผู้ป่วยในตึกผู้ป่วยหนัก
เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นความดันโลหิตสูงและความดันโลหิตวัดได้อย่างไร
ผู้ป่วยที่เป็นความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่ไม่มีอาการอะไรวิธีการที่จะทราบว่าเป็นความดันโลหิตสูงคือต้องวัดความดันโลหิต
การวัดความดันสูงเพียงครั้งเดียวมิได้หมายความว่าคุณเป็นความดันแต่เป็นการเตือนว่าคุณต้องเฝ้าระวังว่าความดันโลหิตสูงคุกคามคุณเข้าแล้ว แพทย์จะวัดความดันโลหิตด้วยเครื่องมือที่เรียกว่า
sphygmomanometer ร่วมกับหูฟัง
ค่าที่วัดได้มีสองค่าคือ
systolic/diastolic เช่น 140/80 มม.ปรอท
โดยตัวแรกคือค่า systolic
เป็นค่าความดันโลหิตขณะที่หัวใจบีบตัว
ค่าหลังคือ diastolic
เป็นค่าความดันโลหิตขณะที่หัวใจคลายตัว
เครื่องที่ใช้วัดความดันโลหิต
ยังแนะนำให้ใช้เครื่องวัดความดันโลหิตที่ทำจากปรอท ส่วนเครื่องชนิดอื่นหากจะใช้ต้องเทียบกับค่าที่วัดได้จากปรอทก่อน
วิธีการวัดวิธีการวัดมีดังนี้ข้อควรปฏิบัติก่อนการวัดความดันโลหิต
- การจัดสิ่งแวดล้อม
สถานที่ใช้ตรวจต้องเงียบและเป็นส่วนตัว
และต้องไม่มีปัจจัยที่จะทำให้ความดันโลหิตผันแปร
- เครื่องวัดต้องอยู่ในแนวสายตาหากสูงหรือต่ำไปจะทำให้การวัดคลาดเคลื่อน
- ความสูงของโต๊ะ
เมื่อผู้ป่วยนั่งบนเก้าอี้และวางมือบนโต๊ะ
แขนควรอยู่ในระดับหัวใจ
ควรปรับความสูงของโต๊ะเพื่อให้ได้ตำแหน่งดังกล่าว
- ผู้ป่วยนั่งบนเก้าอี้
แขนที่จะวัดอยู่ในระดับหัวใจ
- การเตรียมการวัดและการพัก
เพื่อจัดการกับสิ่งที่จะทำให้การวัดความดันโลหิตผิดพลาดควรจะแนะนำผู้ป่วยดังนี้
- อุณหภูมิห้องต้องไม่ร้อนหรือหนาวเกินไป
- ไม่ควรใส่เสื้อแขนยาวขณะวัดความดันโลหิต
- ขณะวัดไม่ควรมีความเครียด
อาการเจ็บปวด
ไม่ปวดปัสสาวะ
- ไม่ควรวัดความดันหลังอาหาร
- ต้องงดบุหรี่และกาแฟก่อนวัดความดันโลหิต
30 นาที
- ให้นั่งพัก
5 นาทีห้ามนั่งไข่วห้าง
หลังพิงพนัก เท้าอยู่บนพื้น
- การเลือกขนาดของผ้าพันรัดแขน
ขนาดของผ้าพันรอบแขนจะมีผลต่อความดันขนาดที่เหมาะสมคือความกว้างต้องประมาณ40%
ของเส้นรอบวงแขน
ความยาวต้องอย่างน้อย 80%
หากขนาดผ้าเล็กไปจะทำให้ค่าความดันโลหิตสูงเกินไป
ปกติจะให้วัดแขนขวาเสมอ
- รอบแขน 2226 cm,ใช้ผ้าขนาด "small adult" ขนาด12 - 22 cm.
- รอบแขน 2734 cm, ใช้ผ้าขนาด"adult" ขนาด16 - 30 cm.
- รอบแขน 3544 cm, ใช้ผ้าขนาด"large adult" ขนาด16 - 36 cm.
- รอบแขน 4552 cm,ใช้ผ้าขนาด"adult thigh" ขนาด16 - 42 cm.
- การพันผ้ารัดแขน
- ควรจะแนะนำให้ผู้ป่วยใส่เสื้อแขนสั่นเมื่อมาวัดความดัน
- หากจะใส่เสื้อแขนยาวให้เป็นเสื้อคลุมที่สามารถถอดออกได้ง่าย
- ไม่ควรใช้วิธีรูดแขนเสื้อขึ้นไปเพราะจะทำให้ค่าความดันโลหิตที่วัดได้ไม่ถูกต้อง
- ให้คลำหลอดเลือดแดงที่แขนแล้วพันผ้าโดยให้ศูนย์กลางของผ้ากดทับเส้นเลือด
- ขณะพันต้องพันอย่างสม่ำเสมอไม่พันแน่นหรือหลวมเกินไป
ปลายผ้าจะอยู่เหนือข้อศอก 2.5
ซม
- ระหว่างการใช้หูฟังระวังสัมผัสกับผ้าจะทำให้เกิดเสียงหลอก
- การเพิ่มความดันเข้าในผ้า
ก่อนที่จะวัดความดันโลหิตเรายังไม่ทราบว่าผู้ป่วยมีความดันโลหิตสูงหรือต่ำ
- เราจะใช้วิธีคลำหลอดเลือดแดงที่แขน
- พันผ้าให้ตรงกลางของผ้าตรงกับแนวทางของหลอดเลือดแดง
- แล้วบีบจนกระทั่งความดันไปอยู่ที่60
มิลิเมตรปรอท
แล้วบีบลมเข้าไปทีละ 10
มิลิเมตรปรอทจนกระทั่งคลำชีพขจรไม่ได้
- แล้วจึงปล่อยลมออกด้วยอัตรา
2 มิลิเมตรปรอท
- จดค่าความดันที่เริ่มคลำได้ชีพขจร
- หลังจากนั้นจึงใช้หูฟังวางบนเส้นเลือดและบีบลมจนความดันสูงกว่าค่าที่จดไว้
30
มิลิเมตรปรอทแล้วจึงปล่อยลมด้วยอัตราเร็ว
2 มิลิเมตรปรอท/วินาที
- เสียงแรกที่ได้ยินคือค่าความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัว(systolic)
อีกค่าหนึ่งให้จดค่าความดันที่เสียงการเต้นหายไปเรียก
(diastolic)
- ให้วัดความดันโลหิตค่า
systolic/diastolic
- อีก 2
นาทีให้วัดความดันโลหิตซ้ำ
ถ้าครั้งแรกและครั้งที่สองห่างกันเกิน
5 มม.ปรอทให้วัดครั้งที่ สาม
- ระหว่างการวัดความดันโลหิตไม่ควรจะมีการพูดคุย
ท่าที่ใช้วัดความดันโลหิต
ท่าที่ใช้วัดความดันโลหิตมีผลต่อค่าที่วัดได้ดังนี้
- เมื่อวัดความดันท่านั่ง ความดัน diastolic จะสูงกว่าท่านอน 5 มม.ปรอท
- เมื่อวัดความดันท่านั่ง ความดัน systolic จะสูงกว่าท่านอน 8 มม.ปรอท
- ความดันท่านั่งโดยที่ไม่ได้พิงพนักความดัน diastolic จะสูงขึ้น 6 มม.ปรอท
- การวัดความดันโลหิตเมื่อนั่งไขว้เท้า ความดัน systolic จะสูงขึ้น6-8 มม.ปรอท
- แขนต่ำกว่าหัวใจ(ระดับกลางหน้าอก) เช่นการห้อยแขน ความดันที่วัดได้จะสูงกว่าปกติ
- แขนสุงกว่าหัวใจ ค่าความดันโลหิตที่วัดได้จะต่ำกว่าปกติ
ควรจะวัดความดันกี่ครั้งดี
การวัดความดันหลายครั้งจะมีความแม่นยำมากกว่าการวัดความดันเพียงครั้งเดียว ค่าที่วัดได้ครั้งแรกจะสูงสุด ให้วัดซ้ำ อีกหนึ่งนาทีต่อมา หากทั้งสองค่าห่างกันมากกว่า 5 มม.ปรอทก็ให้วัดครั้งที่ 3 แล้วหาค่าเฉลี่ย
การวัดความดันที่บ้านด้วยตัวเอง
การวัดความดันด้วยตัวเองที่บ้านได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เนื่องจากเครื่องวัดความดันโลหิตได้มาตราฐานเพิ่มขึ้น ราคาไม่แพงมาก การวัดก็สามารถทำได้ง่าย ปัจจุบันเครื่องเหล่านี้เป็นแบบ
oscillometric device การวัดให้วัด 3 ค่าแล้วหาค่าเฉลี่ย เครื่องที่ดีควรจะมีหน่วยความจำและสามารถพิมพ์รายงานเพื่อป้องกันคนไข้ที่จะบอกเฉพาะค่าความดันที่ดี ค่าความดันโลหิตที่วัดที่บ้านจะต่ำกว่าค่าที่วัดจากโรงพยาบาล จาการศึกษาพบว่าค่าความดันโลหิตที่วัดจากบ้านมีความสัมพันธ์โรคแทรกซ้อน
Ambulatory BP (ABP) Measurement
คืการวัดความดันโลหิตที่มีเครื่องมือติดกับคนไข้วัดตลอด 24 ชั่วโมง การวัดความดันจะวัดทุก 15-30 นาทีทั้งเวลานอนและตื่น ค่าความดันจะเก็บไว้ในหน่วยความจำ
ประโยชน์ของการวัดความดันโลหิตที่บ้าน
- การวัดความดันชนิดนี้เหมาะสำหรับบุคคลที่ความดันสูงที่โรงพยาบาล แต่วัดที่บ้านพบว่าปกติ เพื่อตรวจว่าความดันโลหิตสูงหรือไม่
- ผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตแตกต่างกันระหว่างที่บ้านและที่โรงพยาบาล
- เพื่อค้นพบความดันโลหิตชนิด
"non-dipping" pattern
ค่าความดันปกติสำหรับการวัดความดันชนิดนี้
ค่าปกติของการวัดความดันชนิด ABP
| |
ค่าที่ดี optimal |
ค่าปกติ normal |
ค่าผิดปกติabnormal |
| กลางวัน |
<130/85 |
<135/85 |
>140/90 |
| กลางคืน |
<115/65 |
<127/70 |
>125/75 |
| 24 ชั่วโมง |
<125/75 |
<130/80 |
>135/85 |
ผู้ที่มีความดันชนิด White Coat Hypertension (WCH) มักจะไม่ค่อยมีเรื่องอวัยวะเสียหาย คนปกติความดันโลหิตตอนกลางคืนจะต่ำกว่าเวลากลางวันประมาณร้อยละ 10 ผู้ที่เวลากลางคืนความดันลดลงน้อยกว่า 10 %เวลากลางวันจัดเป็น "non-dippers", ซึ่งจะสัมพันธ์กับโรคแทรกซ้อน
การวัดความดันโลหิตในกลุ่มคนต่างๆ
ผู้ที่สูงอายุ
ผู้สูงอายุมักจะมีความดันโลหิตชนิด
White Coat Hypertension (WCH) ดังนั้นจึงต้องวัด 2 ครั้งในท่านั่งและหาค่าเฉลี่ย และควรจะวัดในท่ายืน เพราะว่าความดันในท่ายืนมักจะต่ำกว่าค่านั่ง
คนอ้วน
มักจะมีปัญหาเรื่องขนาดของผ้ามักจะมีขนาดเล็กเกินไป ทำให้ค่าความดันโลหิตที่วัดได้สูงเกินค่าเป็นจริง
เด็ก
ต้องเลือดของผ้าให้พอเหมาะกับแขนของเด็ก หากวัดความดันโลหิตแล้วพบว่าสูงไม่มาก และไม่มีอาการอาจจะต้องนัดมาวัดซ้ำ
กลับหน้าเดิม
|