|
การเลือกใช้ยาลดความดันโลหิต
- โรคหัวใจขาดเลือด เป็นโรคที่พบร่วมกับความดันโลหิตสูงได้บ่อย
ผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บหน้าอกคงที่ หรือที่เรียกว่า
stable angina
pectoris (ไม่เจ็บหน้าอกขณะพัก เจ็บแต่ละครั้งไม่นาน อมยาแล้วหายปวด เจ็บไม่ถี่)
ยาที่ควรเลือกใช้ได้แก่ยาในกลุ่ม
-blocker หรือยาในกลุ่ม long-acting CCBs
สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บหน้าอกบ่อยให้เลือกใช้ยา -blockers และ ACE inhibitors
ส่วนผู้ป่วยที่มีเส้นเลือดตีบไปแล้วยาที่ควรจะเลือกใช้ได้แก่ ACE inhibitors, -blockers, and
aldosterone antagonists
- หัวใจวายหมายถึงภาวะที่หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้อย่างเพียงพอ
สาเหตุมักจะเกิดจากความดันโลหิตสูง และหัวใจขาดเลือด
ยาที่เลือกใช้ควรจะเป็นยาในกลุ่ม
ACE inhibitors และ
-blocker ส่วนผู้ที่มีอาการหัวใจวาย
หรือหัวใจวายระยะสุดท้ายยาที่ควรจะเลือกใช้ได้แก่ ACE inhibitors, -blockers, ARBs, and aldosterone
blockers
นอกจากนั้นยังต้องควบคุมระดับไขมันในเลือดและความดันโลหิตเพื่อป้องกันภาวะหัวใจวาย
- ความดันโลหิตสูงในผู้ป่วยโรคเบาหวาน
การรักษาอาจจะต้องใช้ยามากกว่า 2 ชนิดเพื่อระดับความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์
130/80 มม.ปรอท ยาที่นิยมใช้ได้แก่
ยาขับปัสสาวะThiazide
diuretics,
-blockers, ACE
inhibitors, ARBs, and CCBs
หากพบปริมาณไข่ขาวในปัสสาวะก็จะแนะนำให้ใช้ยาในกลุ่ม ACE inhibitor
or ARB-based treatments
- ผู้ที่เป็นโรคไต
โรคไตในที่นี้หมายถึง1)ผู้ที่มีค่า creatinin มากกว่า
1.5 มก.%ในผู้ชาย หรือ 1.3 มก.%ในผู้หญิง 2) ผู้ที่มีค่าไข่ขาวในปัสสาวะมากกว่า
300 มก/วัน หรือ มากกว่า 200มก/กรัมของcreatinin ผู้ป่วยกลุ่มนี้อาจจะต้องใช้ยาตั้งแต่ 3
ชนิดขึ้นไปเพื่อควบคุมระดับความดันโลหิตให้ต่ำกว่า 130/80 มม.ปรอท
สำหรับยาในกลุ่ม
ACE inhibitors,
ARBs,สามารถชลอการเสื่อมของโรคไตได้ หากค่า creatinin เพิ่มขึ้นน้อยกว่า 35%จากค่าเริ่มต้นก็ไม่จำเป็นต้องหยุดยา
นอกเสียจากว่ามีค่าโปแตสเซียเพิ่มขึ้น หากค่า creatinin มากกว่า 2.5 มก.%อาจจะต้องให้ยาขับปัสสาวะในกลุ่ม loop
diuretic ร่วมด้วย
- ผู้ป่วยที่มีโรคหลอดเลือดในสมอง
ในระยะเฉียบพลันการลดระดับความดันโลหิตให้ลงสู่ปกติอาจจะทำให้เกิดผลเสีย
หากจะลดให้ลดลงเหลือประมาณ 160/100 มม.ปรอท
กลับหน้าเดิม หน้าต่อไป
|
|
|
|