โรคอ้วนลงพุง
การรักษา
การเลือกวิธีการรักษา
เมื่อท่านผู้อ่านมีน้ำหนักเกินโดยมีค่า
BMI มากกว่า 25 กก/ตารางเมตร หรือมีเส้นรอบเอวมากว่า 40
นิ้ว,35 นิ้วสำหรับชายหญิงตามลำดับ
และมีโรคหรือปัจจัยเสี่ยงอย่างอื่นร่วม จำเป็นต้องรักษา ตารางข้างล่างแสดงค่า
BMIและวิธีการรักษา การเลือกวิธีการรักษาขึ้นกับระดับความอ้วน และโรคแทรกซ้อน
แนวทางการรักษาโรคอ้วนโดยอาศัย
BMI และปัจจัยเสี่ยง
| |
อาหาร |
ออกกำลังกาย |
ยา |
อาหารที่มีพลังงานต่ำ |
การผ่าตัด |
| ดัชนีมวลกาย
23-25 |
|
|
|
|
|
| ไม่มีปัจจัยเสี่ยง |
+ |
+ |
- |
|
|
| รอบเอวเพิ่ม |
+ |
+ |
- |
|
|
| DM/HT/CHD/HL |
+ |
+ |
+ |
|
|
| ดัชนีมวลกาย
25-30 |
|
|
|
|
|
| ไม่มีปัจจัยเสี่ยง |
+ |
+ |
+อาจจะพิจารณาให้ |
|
|
| รอบเอวเพิ่ม |
+ |
+ |
+อาจจะพิจารณาให้ |
|
|
| DM/HT/CHD/HL |
+ |
+ |
+ |
|
|
| ดัชนีมวลกาย
มากกว่า30 |
|
|
|
|
|
| ไม่มีปัจจัยเสี่ยง |
+ |
+ |
+อาจจะพิจารณาให้ |
+ |
+ |
| รอบเอวเพิ่ม |
+ |
+ |
+ |
+ |
+ |
| DM/HT/CHD/HL |
+ |
+ |
+ |
+ |
+ |
+หมายถึงให้ปฏิบัติ -
หมายถึงยังไม่ต้องใช้ DM หมายถึงโรคเบาหวาน HT หมายถึงความดันโลหิตสูง CHD หมายถึงโรคหลอดเลือดหัวใจ HL หมายถึงไขมันในเลือดสูง
- ผู้ที่มีดัชนีมวลกายน้อยกว่า
25 ยังไม่มีความจำเป็นในการลดน้ำหนัก แต่ถ้าท่านมีประวัติครอบครัวเป็นโรคเบาหวาน
โรคหัวใจแนะนำให้ท่านคุมน้ำหนักที่ดัชนีมวลกายประมาณ 22 โดยการควบคุมอาหาร
ออกกำลังกายและเปลี่ยนพฤติกรรม
- ผู้ป่วยที่มีน้ำหนักเกินคือ
BMI=25-29.9 ถ้าไม่มีปัจจัยเสี่ยงร่วมด้วยหรือเส้นรอบเอวน้อยกว่า
40 นิ้วให้ควบคุมน้ำหนักไม่ให้มากกว่านี้
- ผู้ป่วยโรคอ้วนที่มี
BMI >30 หรือ BMI>25 และพบว่าเส้นรอบเอวเกิน40นิ้วในชาย หรือเกิน35
นิ้วในหญิง และไม่มีปัจจัยเสี่ยง ก็ให้เริ่มรักษาด้วยอาหารและการออกกำลังกาย
แต่ถ้ามีปัจจัยเสี่ยงก็ต้องรีบลดน้ำหนัก
เป้าหมายในการควบคุมน้ำหนัก
การควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติอาจจะเป็นไปไม่ได้สำหรับผู้ป่วยบางท่านที่อ้วนมาก
แต่ท่านไม่ต้องย่อท้อเพราะการที่จะมีสุขภาพที่ดีจำเป็นต้องน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติ
เพียงแต่ท่านลดน้ำหนักได้ร้อยละ 10 ผลดีต่อสุขภาพก็จะเกิดขึ้นดังนั้นจึงกำหนดเป้าหมายเบื้องต้นสำหรับการควบคุมน้ำหนักที่ดีดังนี้
| เกณฑ์การประเมิน |
ผลสำเร็จ |
| การลดน้ำหนัก |
น้ำหนักลดลง 5-6
กก.หรือลดลงร้อยละ 10 |
| ดัชนีมวลกาย |
น้อยกว่า 23 กก/ตารางเมตร |
| ความดันโลหิต |
ลดลง |
| ระดับน้ำตาลในเลือด |
ลดลง |
| ระดับนำตาลเฉลี่ย |
ลดลง |
| ปัจจัยเสี่ยงอย่างอื่น |
ลดลง |
ขั้นตอนในการควบคุมน้ำหนักต้องประกอบไปด้วย
3 ขั้นตอนคือ 1)ลดน้ำหนัก 2)การรักษาน้ำหนักให้คงที่ 3)การป้องกันนำหนักเพิ่ม
การลดน้ำหนักที่ดีต้องใช้เวลาในการลดจะให้ผลดีกว่าการลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วเนื่องจากการลดอย่างรวดเร็วก็ทำให้น้ำหนักเพิ่มอย่างรวดเร็วเช่นกัน ขั้นตอนในการควบคุมน้ำหนัก
1)ลดน้ำหนัก
- ตั้งเป้าหมายน้ำหนักที่จะลดในเบื้องต้น
โดยทั่วไปแนะนำให้ลดน้ำหนักลงจากเดิม 10 % เป้าหมายนี้ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะทำได้
- ความเร็วของการลด
อัตราที่เหมาะสมคือลดน้ำหนักสัปดาห์ละครึ่งกิโลกรัมโดยการลดพลังงาน
300-500 กิโลแคลอรี สำหรับผู้ที่มีดัชนีมวลกาย 27-35 กก.ตร.ม.สำหรับผู้ที่มีดัชนีมวลกายมากกว่า
35 ให้ลดพลังงาน 500-1000 กิโลแคลอรี/วันจึงจะสามารถทำให้น้ำหนักลดลง
10%ใน 6 เดือน
- ให้ออกกำลังกายสัปดาห์ละ
5 ครั้ง ครั้งละ 30 นาทีโดยใช้พลังงานในการออกกำลังกายประมาณ 300-500
กิโลแครอรี
2)การรักษาน้ำหนักให้คงที่
เมื่อผู้ป่วยที่อ้วนสามารถคุมน้ำหนักได้ดีคือน้ำหนักเพิ่มน้อยกว่า
3 กิโลกรัม เส้นรอบเอวน้อยกว่าเดิม 4 ซม.เป็นเวลา 2 ปีวิธีการคุมน้ำหนักให้คงที่ก็อาศัยการคุมอาหาร
ออกกำลังกาย การเปลี่ยนพฤติกรรม ถ้าหากต้องการลดน้ำหนักก็สามารถทำได้
3)การป้องกันนำหนักเพิ่ม
ผู้ที่อ้วนบางคนไม่สามารถลดน้ำหนักได้จุดประสงค์คือคุมน้ำหนักอย่าให้เพิ่ม
เมื่อป้องกันน้ำหนักเพิ่มได้แล้วก็สามารถลดน้ำหนักต่อไป
วิธีการรักษามีกี่วิธี
- การควบคุมอาหาร
- การออกกำลังกาย
- การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
- การรักษาด้วยยา
- การรักษาโดยการผ่าตัด
|