ไขมันในเลือด จะเลือกbutterหรือmagarine

โรคเบาหวานและภาวะไขมันในโลหิตสูง

การควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือดเป็นอย่างดีสามารถลดอัตราการเกิด [Microvascular complication] โรคแทรก ซ้อนทางตา

และไตแต่ไม่สามารถลดโรคแทรกซ้อนทางหัวใจได้เนื่องจากโรคแทรกซ้อนโรคหลอดเลือดหัวใจเกิดจากหลายสาเหตุเช่นความดันโลหิตสูง ระดับ cholesterol สูงร่วมกับการสูบบุหรี่

ผู้ป่วยเบาหวานมีไขมันประเภทใดสูง

ความผิดปกติของไขมันเป็นสิ่งที่พบได้บ่อยทั้งโรคเบาหวานชนิดที่1 และชนิดที่ 2และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกดโรคหัวใจขาดเลือดในผู้ป่วยเบาหวาน ระดับความผิดปกติของไขมันจะขึ้นกับการควบคุมเบาหวานว่าสามารถคุมได้ดีเพียงได้ หากควบคุมน้ำตาลได้ดีระดับไขมันก็จะใกล้เคียงคนปกติ หากควบคุมไม่ดีก็จะมีระดับไขมันสูง ระดับไขมันที่มักจะพบว่าขึ้นสูงได้แก่ Triglycerides สูง และระดับ HDL ต่ำ ระดับ LDL ไม่ต่างจากคนปกติ ซึ่งแก้ไขโดยการควบคุมเบาหวานให้ดี

ส่วนผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ความผิดปกติของระดับไขมันมีความสัมพันธ์กับภาวะดื้อต่ออินซูลินและความอ้วน ผู้ป่วยส่วนใหญ่ระดับ triglyceride ต่ำกว่า 400 มก.%   ระดับ triglyceride ที่สูงพบว่ามี่ความสัมพันธ์กับโรคหัวใจมากกว่าระดับ LDLเนื่องจากระดับ triglyceride จะสัมพันธ์กับภาวะ Insulin resistant แม้ว่าการลดระดับ triglyceride จะทำให้ระดับ HDL เพิ่ม  แต่ความดันโลหิตสูงไม่เปลี่ยนแปลง

การออกกำลังและการควบคุมอาหารจะลดไขมันชนิดไหน

สมาคมเบาหวานแห่งอเมริกาแนะนำให้ควบคุมอาหารควบกับการออกกำลังกายโดยการลดอาหารไขมันอิ่มตัวและเพิ่มไขมัน monounsaturated fat [ได้แก่น้ำมันมะกอก] ลดน้ำหนักในผู้ที่น้ำหนักเกิน การคุมอาหารและการออกกำลังกายจะทำให้ลด triglyceride และเพิ่มระดับ HDL ส่วน LDL มีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก สมาคมโรคหัวใจของอเมริกาแนะนำว่าการออกกำลังกายสามารถลด LDL ได้15-25 มก.% ดังนั้นค่า LDL มากกว่าค่าที่ต้องการเกิน25 มก.% แนะนำให้ยาลดไขมันร่วมกับให้คุมอาหารและออกกำลังในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง [เคยเป็นหลอดเลือดหัวใจตีบมาก่อน]

การให้ยาลดน้ำตาลกลูโคสสามารถไขมันในเลือดได้หรือไม่

การควบคุมเบาหวานที่ดีสามารถลด triglyceride ลด LDLได้10-15% แต่ไม่เพิ่ม HDL เป้าหมายของการคุมไขมันเพื่อลดระดับไขมันให้อยู่ในระดับความเสี่ยงต่ำเมื่อคุณมีไขมันขึ้นซึ่งอาจจะเป็น LDL HDL หรือTriglyceride เมื่อรักษาแล้วจะต้องควบคุมให้ค่าอยู่ในเกณฑ์ที่ความเสี่ยงต่ำคือ LDL ต้องน้อยกว่า 100 มก%  HDLต้องมากกว่า 45 มก%  Triglycerideต้องน้อยกว่า 200 มก%

ระดับความเสี่ยงโดยอาศัยระดับไขมันในผู้ป่วยเบาหวาน
ความเสี่ยง

LDLCholesterol HDL Cholesterol Triglyceride

สูง

มากกว่า 130 มก.%

น้อยกว่า 35 มก.%

มากกว่า400มก.%

ปานกลาง

100-129 มก.%

35-45 มก.%

200-399 มก.%

ต่ำ

น้อยกว่า 100 มก.%

มากกว่า 45 มก.%

น้อยกว่า 200มก.%

ค่า HDL ในตารางนี้ใช้สำหรับผู้ชาย ผู้หญิงค่า HDL ให้บวก 10มก.ดังนั้นการควบคุมไขมันควรที่จะคุมให้อยู่ในระดับความเสี่ยงต่ำ

จะเริ่มรักษาไขมันในเลือดสูงเมื่อไร 

เป้าหมายของการรักษาไขมันในโลหิตสูงในผู้ป่วยเบาหวานและกลุ่มที่เคยเป็นโรคหัวใจคือ LDL<100 mg%  ในกลุ่มที่ไม่เคยเป็นโรคหัวใจหรือเป็นโรคเบาหวานเราจะคุม LDL <130 มก%, Triglyceride<200 mg%, HDL>45 mg%[ผู้หญิงให้บวก10 มก]

  • ผู้ป่วยเบาหวานทีมีโรคหลอดเลือดหัวใจตีบจะให้ยาเมื่อระดับ LDL>100 มก.%หลังคุมอาหารและออกกำลังกาย
  • ผู้ป่วยเบาหวานที่ไม่มีโรคหลอดเลือดหัวใจตีบจะให้ยาเมื่อระดับ LDL>130 มก.%หลังคุมอาหารและออกกำลังกาย

ควรจะรักษาไขมันชนิดไหนก่อน

เป็นที่ทราบกันดีว่าโรคเบาหวานมักจะมีการเพิ่มของ triglyceride และ LDL cholesterol แต่ระดับ HDL cholesterol ลดลง ยาที่รักษาไขมันในโลหิตสูงไม่สามารถรักษาไขมันได้พร้อมกันทั้ง 3 ชนิดจึงจำเป็นต้องเลือกรักษา จากหลักฐานพบว่าการลด LDL cholesterol สามารถลดการเกิดโรคหัวใจได้ ตารางข้างล่างเป็นลำดับการรักษาไขมันในโลหิตสูง

ตารางแสดงลำดับการรักษาไขมันในโลหิตสูงในผู้ป่วยเบาหวาน
ประเภทของไขมันที่สูง

ลำดับการรักษา

  1. ไขมัน LDL cholesterol สูง
 
  1. ไขมัน HDL cholesterol ต่ำ
 
  • เริมด้วยลดน้ำหนัก ออกกำลังกาย งดบุหรี่
  • ควบคุมเบาหวานให้ดี
  • ใช้ยา nicotinic acid แต่ต้องระวังน้ำตาลจะขึ้น หรือใช้ยา fibrate
  1. ไขมัน triglyceride สูง
 
  • เริ่มด้วยการคุมน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีและการควบคุมอาหาร
  • ใช้ยา fibrate
  • ใช้ ยา statin ถ้าพบว่าระดับ LDL cholesterol และ triglyceride เพิ่มขึ้น
  1. ไขมัน triglyceride และ LDL เพิ่มแต่ HDL ลด
 
  • เริ่มด้วยการควบคุมน้ำตาลให้ดีร่วมกับยา statinขนาดสูงเป็นทางเลือกอันดับแรก
  • การควบคุมน้ำตาลให้ดีร่วมกับยา statin และการใช้ยา fibrateเป็นทางเลือกที่สอง
  • การควบคุมน้ำตาลให้ดีร่วมกับยา resin กับยา fibrate เป็นทางเลือกที่สาม
  • ทางเลือกสุดท้ายคือการควบคุมน้ำตาลให้ดีร่วมกับยา resin กับยา nicotinic acid

ยาที่ใช้ลดไขมันมีอะไรบ้าง

  1.  Hydroxy methylglutaryl coenzyme A reductase [HMGCoAR] inhibitor [STATIN] ลดได้ทั้ง cholesterol และ  triglyceride แต่ลด  cholesterol ได้ดีกว่า ยานี้ควรให้หลังอาหารเย็นหรือก่อนนอน ผลข้างเคียงของยาชนิดนี้มีน้อย คือแน่นท้อง ท้องอืด นอนไม่หลับ ผลต่อตับทำให้ระดับ sgot,sgpt สูงขึ้น ในรายที่แพ้รุนแรง อาจเกิดไตวาย ไม่ควรใช้ยานี้ร่วมกับ erythromycin,cimetidine,antifungal
    ขนาดและการใช้ยากลุ่ม HMGCoAR inhibitors
    ชื่อยาทางเคมี

    ขนาดยาต่อเม็ด

    วิธีใช้

    Atrovastatin( Lipitor ) 10,20 มก

    5-40 มก วันละครั้ง

    Fluvastatin

    20,40 มก

    20-40 มก วันละครั้ง

    Pravastatin

    5,10 มก.

    5-40 มก วันละครั้ง

    Simvastatin ( Zocor ) 5,10,20,40 มก

    5-40 มก.วันละครั้ง
  1. Fibric acid derivatives [fibrate] ลด triglyceride ได้ดีกว่า cholesterol

ยากลุ่ม Fibric acid derivative
ชื่อยาทางเคมี

ขนาดยาต่อเม็ด [มก] วิธีใช้

Bezafibrate

200

200 วันละ 2--3ครั้ง

Bezafibrate Retard

400

400 วันละครั้ง

Fenofibrate

100,300

100,300 วันละครั้ง

Micronise fenofibrate

200

200 วันละครั้ง

Gemfibrozil

300,600

300,600 วันละ2ครั้ง

  1. Nicotinic acid และ analogueใช้ลด triglyceride ได้ดีกว่า cholesterol มีอยู่ 2 ชนิดคือ nicotinic acid ขนสดที่ใช้วันละ500-1000 มก./วันแบ่งให้วันละ3ครั้ง อีกชนิดคือ acipimox 250มก.วันละ2-3ครั้ง
  2. Bile acid sequestrants หรือ resinในไทยมีเพียงตัวเดียวคือ cholestyramineให้ขนาด4-8กัม

ประสิทธิภาพในการลดไขมันของยากลุ่มต่างๆ จะได้นำแสดงในตารางข้างล่าง

ประสิทธิภาพในการลดไขมันของยากลุ่มต่างๆ
กลุ่มยาชนิดต่างๆ

LDL-Cholesterol [% ที่ลดลง) Triglyceride [% ที่ลดลง) HDL-Cholesterol [% ที่เพิ่มขึ้น)
HMGCoA inhibitors

25-50

10-20

2-10

Fibric acid derivative

10-15

35-50

10-25

Nicotinic acid

10-25

25-30

10-25

Bile acid[resin]

15-30

  ---------

   ---------

Fish oil ------------ 20-45 0-10

 

การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการดำรงชีวิตเพื่อคุมระดับไขมัน

ปริมาณอาหารและสัดส่วนที่เหมาะสม

  1. ไขมันอิ่มตัว                                    น้อยกว่าร้อยละ7ของปริมาณแคลอรีทั้งหมด
  2. ไขมันไม่อิ่มตัว polyunsaturated fat    รับได้ร้อยละ10 ของปริมาณแคลอรีทั้งหมด
  3. ไขมันไม่อิ่มตัว monounsaturated      รับได้ร้อยละ 20 ของปริมาณแคลอรีทั้งหมด
  4. ไขมันรวม                                       รับได้ร้อยละ25-30 ของปริมาณแคลอรีทั้งหมด
  5. คาร์โบไฮเดรต                                 รับได้ร้อยละ 50-60 ของปริมาณแคลอรีทั้งหมด
  6. ใยอาหาร                                        รับได้ 20-30 กรัมต่อวัน
  7. โปรตีน                                           รับได้ประมาณร้อยละ 15 ของปริมาณแคลอรีทั้งหมด
  8. โคเลสเตอรอล                                 น้อยกว่า 200มก./วัน

ลดน้ำหนัก

เพิ่มการออกกำลังกาย

 สรุปหลักการรักษา

  • การคัดกรองผู้ป่วยโรคเบาหวาน ให้ตรวจระดับไขมันอย่างน้อยปีละครั้ง หากมีระดับสูงก็อาจจะต้องตรวจถี่ขึ้น สำหรับผู้ที่ไขมันดีโดยมีระดับ LDL<100,HDL>50,Triglyceride<150 ให้ตรวจเลือดทุกสองปี

  • การรักษาเบื้องต้นให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมก่อน โดยการออกกำลังกาย ลดน้ำหนัก หยุดสูบบุหรี่ รับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ หากไขมันไม่ลงจึงเริ่มใช้ยารักษา
  • เป้าหมายของ LDL อยู่ที่ 100 มก%
  • ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่อายุมากกว่า 40 ปีหากระดับไขมัน CHOLESTEROL มากกว่า 135 มก%ก็ให้ยาลดไขมันเพื่อให้ระดับ LDL ลดลงจากเดิมร้อยละ 30
  • หากมีไขมันสูงหลายชนิด จะเริ่มรักษาไขมัน LDL ก่อนโดยการใช้ยา Statin

  • หากระดับ LDL มากกว่า 130 มก.%ก็ให้ยาร่วมกับการออกกำลังกายและการควบคุมอาหาร

  • หากระดับ LDL อยู่ระหว่าง 100-129 มก.%ก็ให้คุมอาหารและออกกำลังกาย

  • หากระดับ LDL อยู่ระหว่าง 100-129 มก.%และ hdl น้อยกว่า 40 ก็ให้ยาFibric acid derivative

  • เป้าหมายของ triglyceride<150 HDL>40

หน้าเริ่มต้น ภาวะฉุกเฉิน |   โรคหัวใจ   |   โรคความดันโลหิตสูง  โรคไต  โรคตา  โรคปลายประสาทอักเสบ โรคเบาหวานกับเท้า


Google