| การตรวจการทำงานของตับ ตับอักเสบ ไขมันพอกตับ
โรคไวรัสตับอักเสบ เอ Hepatitis A
ตับอักเสบ เอ
เชื้อไวรัสตับอักเสบ เอเป็นเชื้อไวรสกลุ่ม picornavirus ติดเชื้อเฉพาะสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ผู้ที่เคยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ เอจะมีภูมิอยู่ตลอดชีวิตและจะไม่เป็นโรคนี้อีก
เมื่อเรารับประทานอาหารที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบ เอ เข้าไป เชื้จะเจริญในตับและเชื้อจะถูกขับออกทางน้ำดีและอุจาระ มักจะระบาดในชุมชนที่อยู่กันหนาแน่นและไม่ถูกสุขลักษณะ
ระยะฟักตัว
คือระยะเวลาตั้งแต่เราได้รับเชื้อจนกระทั่งเกิดอาการโดยเฉลี่ยประมาณ 28 วัน(15-50)
ระยะติดต่อ
ระยะเวลาที่จะติดต่อคนอื่นได้ง่ายที่สุดคือระยะเวลาก่อนเกิดอาการ 2 สัปดาหและอาจจะอยู่ได้หลายสัปดาห์หลังจากมีอาการตัวเหลืองตาเหลืองแล้ว์ โดยเฉพาะช่วงเวลาที่ผลเลือดมีการอักเสบของตับ แม้ว่าผลเลือดจะกลับสู่ปกติเราก็ยังสามารถพบเชื้อในเลือดของผู้ป่วย
อาการของผู้ป่วย
ในเด็กอายุน้อยกว่า 6ปีมักจะไม่มีอาการแสดงอะไร สำหรับวัยรุ่นขึ้นไปพบว่าร้อยละ70-90 จะมีอาการของตับอักเสบ อาการที่สำคัญได้แก่
- มีไข้
- อ่อนเพลีย
- เบื่ออาหาร
- คลื่นไส้อาเจียน
- แน่นชายโครงขวา
- ท้องร่วง
- ปัสสาวะสีเข็ม อุจาระซีด
- และ
มีอาการตัวเหลืองตาเหลืองที่เรียกว่าดีซ่าน
- โดยทั่วไปอากาจะหายไปใน 2
เดือน บางรายอาการอยู่ได้ 6
เดือน
ผู้ป่วยมักจะมีอาการหลังจากได้รับเชื้อ
28 วัน (15-50 วัน)
อาการของไวรัสตับอักเสบ เอ แบ่งออกเป็น 4 ระยะได้แก่
- ระยะแรกเรียกว่า ระยะฟักตัวเป็นระยะตั้งแต่ไดรับเชื้อจนกระทั่งเกิดอาการของโรคโดยปกติประมาณ 28 วัน ระยะนี้จะเป็นระยะที่สำคัญในการแพร่เชื้อ
- ระยะเกิดอาการทั่วๆไปหรือ Prodome ผู้ป่วยจะเกิดอาการทั่วไปดังกล่าวข้างต้นแต่ยังไม่มีอาการตัวเหลืองตาเหลือง
- ระยะตัวเหลืองตาเหลือง ระยะนี้จะเริ่มหลังจากระยะที่สองประมาณ 10 วัน หลังจากตัวเหลืองตาเหลืองอาจจะมีไข้ได้อีก 2-3 วัน เมื่อมีอาการตัวเหลืองตาเหลืองแล้วเรามักจะไม่พบเชื้อในกระแสเลือด แต่ยังสามารถพบเชื้อในอุจาระและยังสามารถติดต่อไปยังผู้อื่นได้อีก 2-3 สัปดาห์
- ระยะฟื้นตัว แม้ว่าการฟื้นตัวของไวรัสตับอักเสบ เอจะช้าแต่ส่วนใหญ่หายขาดโดยที่ไม่มีโรคแทรกซ้อน
หากแพทย์ตรวจร่างกายจะพบว่าตับม้ามโต มีดีซ่าน
ประมาณว่าร้อยละ 10-15 จะมีการกำเริบในระยะเวลา 6 เดือนตั้งแต่เกิดการอักเสบของตับ โรคแทรกซ้อนที่สำคัญคือการเกิดตับวายพบได้น้อยมากประมาณร้อยละ 0.5
ปัจจัยเสี่ยงของการติดเชื้อได้แก่
- ผู้ที่อาศัยในบ้านหรือมีเพศสัมพันธ์กับผู้ป่วย
- เจ้าหน้าที่บุคคลากรทางการแพทย์
- นักท่องเที่ยวจากประเทศพัฒนาไปยังระเทศที่มีการระบาด
- ประชาชนที่อาศัยในประเทศที่มีการระบาด
- เด็กหรือเจ้าหน้าที่ในศูนย์เลี้ยงเด็ก
- ผู้ที่อาศัยในชุมชนแออัด
- ผู้อพยพที่อาศัยในที่พักชั่วคราว
- ชายรักร่วมเพศ
- ผู้ที่ใช้ยาเสพติด
- โรคเลือดที่ต้องรับการถ่ายเลือดบ่อย
- ผู้ที่เป็นดรคตับ
- ผู้ที่ทำอาหาร
- คนที่ทำงานเกี่ยวกับลิง
- ชายรักร่วมเพศ
- การใช้ยาเสพติดร่วมกัน
- นักท่องเที่ยว
ระบาดวิทยา
ไวรัสตับอักเสบ เอ ติดต่อโดยการรับประทานเชื้อเข้าไป การติดต่ออาจจะเกิดจากรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่มีเชื้อเข้าไป หรืออาจจะเกิดจากการติดเชื้อจากคนหนึ่งสู่อีกคน เชื้อนี้ไม่ติดต่อทางน้ำลายหรือปัสสาวะ
การวินิจฉัย
ผู้ป่วยที่มีตับอักเสบ
คือมีอาการดังกล่าว
และเจาะเลือดพบว่าค่า SGOT ,SGPT
สูงแสดงมีมีการอักเสบของตับ
อ่านเรื่องการแปรผลเลือด แพทย์จะเจาะเลือดเพิ่มเพื่อหาสาเหตุของตับอักเสบ
เช่น IgM HbAg,,IgM anti-HAV ภูมิจะสามารถตวจพบในระแสเลือด 5-10 ก่อนเกิดอาการ ภุมินี้จะค่อยๆลงในระยะเวลา 6 เดือนหรือเพาะเชื้อพบไวรัสตับอักเสบ เอ หากว่าค่าใดค่าหนึ่งขึ้นแสดงว่าเป็นตับอักเสบชนิดนั้น
การติดต่อของไวรัสตับอักเสบ
เอ
ผู้ป่วยตับอักเสบจะขับเชื้อออกทางอุจาระ
ดังนั้นการติดต่อมักเป็นในครอบครัวและหน่วยงานการติดต่อมีได้สองรูปแบบคือ
- จากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง
ได้รับเชื้อจากน้ำที่เปื้อนเชื้อ
จากการร่วมเพศทางทวารหนัก
- จากการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่มีเชื้อไวรัสตับอัเสบ
.มักเกิดในที่ๆสุขอนามัยไม่ดี
และอยู่กันเป็นกลุ่มเช่น
โรงเรียน สำนักงาน กองทหาร
มหาวิทยาลัย
ได้รับเชื้อจากน้ำที่เปื้อนเชื้อ
ระยะ3-10 วันก่อนเกิดอาการเราจะพบเชื้อปริมาณมากในอุจาระจนกระทั้งสองสัปดาห์ ซึ่งเป็นระยะที่ติดเชื้อได้ง่ายที่สุด
โรคนี้มักจะไม่ติดต่อทางการให้เลือดเนื่องจากช่วงที่มีเชื้อในกระแสเลือดผู้ป่วยมักจะเกิดอาการของโรคแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีการตรวจหาเชื้อไวรสตับอักเสบ เอก่อนการบริจาคเลือด
โรคนี้ไม่ติดต่อจากแม่ไปลุก
การรักษา
ผู้ป่วยตับอักเสบ เอ
หายเองได พักผ่อนให้เพียงพอ ต้องระวังยาที่มีผลต่อตับ เช่น paracetamol
การป้องกันไวรัสตับอักเสบ
เอ
การป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ
เอ มีได้ 2 วิธีคือ
-
Immune globulin เป็นภูมิต่อไวรัสตับอักเสบ
เอ จะให้ในกรณีต้องการป้องกันไวรัสตับอักเสบ
เอ ในระยะสั้น เช่น
ให้เพื่อป้องกันก่อนสัมผัสโรค
หรือให้หลังสัมผัสโรคไม่เกิน
2 สัปดาห์
Hepatitis A vaccine จะใหในกรณีเด็กอายุมากกว่า
2 ขวบที่เสี่ยงต่อการไดัรับไวรัสตับอักเสบเอ
และ
เมื่อได้รับเชื้อจะเกิดอันตราย
ผลของโรค
หลังจากได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบ เอ แล้วมีผลต่อร่างกายอย่างไรบ้าง
| |
ผลของโรค
|
| |
เด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี |
ผู้ใหญ่
|
| ไม่มีอาการ |
80-95% |
10-25% |
| มีอาการ/ตัวเหลืองตาเหลือง |
5-20% |
75-90% |
| หายขาด |
99+%
|
98+%
|
| เป็นโรคตับเรื้อรัง |
none
|
อัตราการเสียชีวิตผู้ป่วยอายุ <14 ปี |
0.1%
|
| อัตราการเสียชีวิตผู้ป่วยอายุ<15-39 ปี |
0.3%
|
| อัตราการเสียชีวิตผู้ป่วยอายุ>40 ปี |
2.1%
|
การป้องกันไม่ให้รับเชื้อ
ล้างมือทุกครั้งหลังเข้าห้องน้ำ
หรือก่อนปรุงอาหาร
ใส่ถุงมือเมื่อต้องสัมผัสอุจาระคนอื่น
และล้างมือ
- เมื่อต้องไปต่างประเทศให้ดื่มน้ำต้มสุก
ขนาดของวัคซีน ฉีด
3 เข็ม
เดือนที่ฉีดคือเดือน 0
ครั้งต่อไป 6 และ 12 เดือน
ตามลำดับ
อายุ(ปี) |
ปริมาณ |
จำนวนเข็ม |
ระยะเวลาที่ฉีด
(เดือน) |
2-18
>18 |
0.5 ml
1 ml |
3
3 |
0,6,12
0,6,12 |
การให้วัคซีนสามารถให้พร้อมกับวัคซีนอื่น
เช่น ไวรัสตับอักเสบ บี
บาดทะยัก วัคซีนป้องกันคอตีบ
วัคซีนป้องกันไข้สมองอักเสบ
วัคซีนนี้ปลอดภัย
ให้วัคซีนแล้วภูมิจะเกิดขึ้นเมื่อไร
และอยู่นานแค่ไหน
จะเริ่มเกิดภูมิหลังได้วัคซีนเข็มแรก
4 สัปดาห์และอยู่ได้นานประมาณ
20 ปี
ควรจะทดสอบภูมิคุ้มกันก่อนหรือหลังให้วัคซีนหรือไม่
จะทดสอบภูมิคุ้มกันก่อนให้ในกรณีที่สงสัยว่าเคยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ
เอ มาก่อน
หรือเกิดในประเทศที่มีความชุกชุมของโรคมาก
หลังฉีดไม่นิยมทดสอบภูมิคุ้มกัน
ถ้าลืมฉีดเข็มที่สองทำอย่างไร
ให้ฉีดทันที่ที่จำได้ และ
ไม่ต้องเริ่มต้นเข็มแรก
เข็มที่สามนับห่างจากเข็มที่สอง
6 เดือน รายละเอียดการฉีดวัคซีนคลิกที่นี่
ประเทศที่มีการระบาดของเชื้อ
แผนที่แสดงการระบาดของเชื้อ
 |
ใครควรได้วัคซีนก่อนเดินทางไปประเทศที่มีการระบาด
ผู้ที่ไม่เคยได้รับวัคซีน
เมื่อจะต้องไปประเทศที่มีการระบาดควรได้รับวัคซีน
4 สัปดาห์ก่อนเดินทาง
ถ้าแพ้วัคซีน อาจให้ immunoglobulin
การทำลายเชื้อไวรัสตับอักเสบ เอ
เชื้อไวรสตับอักเสบ เอถูกทำลายโดย
- ความร้อน 85°C เป็นเวลา 1นาที
- autoclaving (121°Cเป็นเวลา 20 นาที)
- ใช้แสง ultraviolet radiation (1.1 W at a depth of 0.9 cm for 1 min)
- ใช้ formalin (8% for 1 min at 25°C)
- ß-propriolactone (0.03% for 72 h at 4°C)
- ใช้ด่างทับทิม potassium permanganate (30 mg/l เป็นเวลา 5 นาที)
- ใช้ iodine (3 mg/l เป็นเวลา 5 นาที)
- ใช้ chlorine (free residual chlorine concentration of 2.0 to 2.5 mg/l for 15 min)
- chlorine-containing compounds (3 to 10 mg/l sodium hypochlorite at 20°C for 5 to 15 min)
- shellfish from contaminated areas should be heated to 90°C for 4 min or steamed for 90 sec
การป้องกันไวรัสตับอักเสบ เอ การติดเชื้อตับอักเสบเอจากอาหาร
|