หน้าหลัก| การออกกำลัง | สุขภาพดี | อาหารสุขภาพ | สุขภาพจิต |สุภาพสตรี | การตรวจสุขภาพ | การแปรผลเลือด |โรคต่างๆ |วัคซีน | งูกัด | แพทย์ทางเลือก |โรคผิวหนัง | health calculator | มือถือ

 
 

Faecal Incontinence
Faecal Incontinence เป็นปัญหาที่พบมากกว่าที่รับรู้ และทำให้ผู้ป่วยเกิดความเดือดร้อนอย่างยิ่ง สาเหตุที่ทำให้เกิด ได้แก่
- ผู้ป่วยที่เคยมีการผ่าตัดในวัยเด็กสำหรับการรักษาโรค anal atresia, spina bifida หรือ Hirschsprung’s disease เกิดมีอาการ faecal incontinence มากกว่าร้อยละ 50 อาการคล้ายที่เกิดในผู้ใหญ่
- การทำคลอด การผ่าตัดหรือมีกระดูกหักบริเวณทวารหนักเป็นสาเหตุสำคัญทำให้เกิด faecal incontinence มีข้อมูลพบว่าการคลอดทางช่องคลอดสร้างความเสียหายให้กับ sphincter ประมาณหนึ่งในสามโดยสามารถตรวจได้จาก anal ultrasonography โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกิดในกลุ่มที่ใช้ forceps การผ่าตัดที่เป็นสาเหตุของ faecal incontinence คือการผ่าตัด anal dilatation, lateral sphincterotomy การผ่าเปิด anal fistula และ haemorrhoidectomy
- Haemorrhoids, fistulas, rectal prolapsed และเนื้องอกบริเวณนั้นอาจทำให้เกิด faecal incontinence อาการท้องเสียในผู้ป่วยอาจทำให้เกิด faecal incontinence เช่นกัน
- Faecal incontinence เกิดร่วมในผู้ป่วยที่มีโรค multiple sclerosis หรือ spinal injuries ผู้ป่วยที่เบ่งอุจจาระนาน ๆ เรื้อรัง หรือ ผู้ป่วยเบาหวานอาจมีการทำลายของเส้นประสาท pudendal
- Overflow incontinence ที่เกิดการถ่ายเหลวบ่อย ๆ จาก faecal impaction พบบ่อย เกิดจากการที่ผู้ป่วยไม่มีการเคลื่อนไหวตัว และใช้ยาที่ทำให้ท้องผูก จึงพบได้บ่อยในผู้ป่วยนอนโรงพยาบาลด้วยโรคกระดูก และผู้ป่วยสูงอายุ
- ในผู้ป่วย incontinence ที่ไม่สามารถค้นหาสาเหตุของอาการได้ บางกลุ่มเกิดจากการบาดเจ็บเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทวารหนักหลาย ๆ ครั้ง ซึ่งอาจเกิดจากการทำลายของ sphincter เป็นครั้งคราวสะสมจนมีอาการ ตัวอย่าง เช่น ผู้หญิงที่มีอาการบาดเจ็บที่ external sphincter ระหว่างการเบ่งคลอด  หรือในผู้ป่วยที่ทำการผ่าตัด lateral internal sphincterotomy เพื่อรักษาโรค anal fissure  ซึ่ผู้ป่วยอายุมากขึ้นกล้ามเนื้อบริเวณทวารหนัก และที่ pelvic floor จะอ่อนแรงลงอย่างช้า ๆ จนมีอาการในระยะเวลาต่อมา
- จำนวนผู้ป่วยชนิด idiopathic faecal incontinence ลดลง เพราะความเข้าใจในการเกิดโรคมีมากขึ้น กลุ่มนี้ มีคำอธิบายว่าเกิดจากความผิดปกติที่เกิดที่ internal anal sphincter
Clinical features จากประวัติของผู้ป่วยสามารถแสดงถึงปัญหา ความรุนแรง และต้นเหตุที่เป็นไปได้ ผู้ป่วยอาจไม่กล้าที่จะบอกอาการเกี่ยวกับ faecal incontinence แต่อาจจะอธิบายไปเป็นเรื่องของท้องเสีย หรือเป็นริดสีดวง คำถามสำคัญที่ต้องถามได้แก่ การถ่ายกระปริดกระปรอย อุจจาระไหลออกโดยไม่รู้ตัว และอุจจาระเล็ด อาการทนปวดถ่ายไม่ได้ การที่ใช้แผ่นรองเปื้อน และสร้างความลำบากในชีวิตประจำวันบ่งบอกถึงความรุนแรงของโรค ประวัติของการคลอดบุตร การผ่าตัดทวารหนัก หรือบริเวณ pelvic floor รวมทั้งประวัติโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาทอาจทำให้ทรายสาเหตุของโรค การตรวจดูบริเวณ perianal อาจให้ข้อมูลของ faecal incontinence เช่น ช่อง anus หลวม perineum ที่อยู่ต่ำ แผลเป็นที่เกิดจากการผ่าตัด หรือแผลเป็นอื่น ๆ การตรวจแรงบีบของ anus ระหว่างปกติ และขมิบเพื่อหาช่องว่างของขอบ sphincter ขาดไป (ไม่ครบวง) ผู้ป่วยที่มีอาการมาก ๆ ควรได้รับการตรวจทางด้าน anorectal physiology และ ultrasonography
Management การรักษาโรคขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรงของโรค พยาธิสภาพที่ผิดปกติ (เช่น haemorrhoids) ควรได้รับการแก้ไขตามมาตรฐาน ผู้ที่มีอาการไม่มาก อาการอาจดีขึ้นได้จากการได้ปรับอาหารและลักษณะการขับถ่าย การให้อาหารที่มีกากน้อย ร่วมกับยาลดอาการท้องเสีย (เช่น loperamide 2 มิลลิกรัม ทุก 8 ชั่วโมง) อาจทำให้อาการดีขึ้นมาก การใช้ยาเหน็บทวารที่กระตุ้นให้ถ่ายอุจจาระให้หมด (เช่น bisacodly 10 มิลลิกรัม rectally) จะทำให้อาการของ sphincter ที่อ่อนแรงดีขึ้น
เมื่อการรักษาด้วยวิธีการต่าง ๆ ไม่ได้ผล การรักษาด้วยการผ่าตัดอาจจำเป็น โรค anal prolapsed เป็นโรคที่ต้องแก้ไข ถ้า sphincter มีรอยขาด การซ่อมเป็นวิธีที่ดีที่สุด การเย็บ sphincter ที่มีรอยขาดให้แน่นขึ้นมักได้ผลไม่ดีในระยะยาว การรักษาด้วยวิธีใหม่ ๆ เป็นความหวังว่าอาจช่วยผู้ป่วยที่มีอาการมาก ๆ ให้ดีขึ้น (เช่น artificial plastic sphincter คล้ายกับการรักษา urinary incontinence การกระตุ้น gracilis muscle neosphincter ด้วยไฟฟ้า)
เมื่อเร็ว ๆ นี้ มีการนำวิธี sacral nerve stimulation (SNS) และพบความสำเร็จสำหรับผู้ป่วย faecal incontinence ที่รักษาด้วยวิธีตามมาตรฐานและ biofeedback แล้วไม่ดีขึ้น SNS เริ่มทำโดยใช้กระแสไฟกระตุ้นขั้วไฟฟ้า ผ่านผิวหนังตามแนวเส้นประสาท S3 nerve root การกระตุ้นให้ลองทำติดต่อกันนาน 2-3 สัปดาห์ ถ้าได้ผลจึงทำการกระตุ้นอย่างถาวรโดยใส่ขั้วไฟฟ้าใต้ผิวหนังอย่างถาวร จาก systemic review พบว่าทำให้อาการของผู้ป่วยส่วนใหญ่ดีขึ้น และสามารถทำให้หายได้มากถึงร้อยละ 41-75

 

 
 
Free Sitemap Generator